x close

สีรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร

สีรถยนต์มีกี่ประเภท เช่น สีเมทัลลิก สีโซลิด สีไมก้า สีมุก หรือสีด้าน ซึ่งสีบางประเภทต้องจ่ายเงินเพิ่มเพราะอะไร มีความพิเศษแตกต่างกันอย่างไรบ้าง 

สีรถยนต์

สีรถยนต์เป็นเรื่องที่มีวิวัฒนาการมายาวนานและมีความสำคัญมากกว่าแค่ความสวยงาม โดยรถยนต์ในยุคแรกไม่ได้มีสีสันสดใส เพราะแรกเริ่มเคมีในอดีตไม่เอื้อให้ใช้สีฉูดฉาด รถยุคแรกจึงมีสีหม่น มีความแวววาวน้อยกว่า ก่อนจะพัฒนากลายเป็นสีสดใสในภายหลัง และเพิ่มความแปลกใหม่เข้าไปในการพ่นสีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แปลกตาอย่างในวันนี้ ทำให้ปัจจุบันสีรถยนต์มีหลายประเภท แตกต่างกันไปตามส่วนผสมในเนื้อสี และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ส่วนจะมีสีประเภทไหนบ้างที่พบเห็นได้บ่อย แตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลย

1. สีโซลิด (Solid)

สีรถยนต์

สีโซลิด มักจะอยู่ในกลุ่มสีพื้นฐาน เพราะจะเป็นสีพื้นธรรมดา แสดงผลตรงไปตรงมา เช่น สีขาวก็คือขาวแบบไม่มีอะไรผสมในเนื้อสี เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แปลกตาไปกว่าปกติ ไม่ซับซ้อน ทำให้สีกลุ่มนี้พบได้ในรถยนต์รุ่นพื้นฐาน รถยนต์สีจัด หรือกลุ่มที่ต้องการบุคลิกแบบมินิมอล

2. สีเมทัลลิก (Metallic)

สีรถยนต์

สีเมทัลลิก เป็นประเภทเดียวกับสีลูไซต์ (แต่ Lucite เป็นชื่อเฉพาะ คิดค้นโดย Dupont) คือ สีที่มีส่วนผสมของผงโลหะขนาดเล็ก ส่วนจะเล็กมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าต้องการให้สีนั้นแสดงผลลัพธ์อย่างไร เพราะผงโลหะจะเป็นตัวทำให้เกิดการสะท้อนแสง หากมองใกล้ ๆ จะเห็นเป็นละอองโลหะในเนื้อสี ซึ่งจุดนี้เอง รถที่เป็นสีเมทัลลิกจึงซ่อมแซมโดยไม่ให้สีเพี้ยนไปจากเดิมได้ค่อนข้างยากมากขึ้น เพราะมีเรื่องของปริมาณผงโลหะเข้ามาเกี่ยวข้อง

3. สีมุก (Pearlescent) และ Mica

สีรถยนต์

สีมุกและสีไมก้าแล้วแต่ผู้ผลิตจะนำมาใช้ประกอบชื่อสี เป็นกลุ่มสีที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุที่มีลักษณะเป็นผลึกสะท้อนแสงสีต่าง ๆ เมื่อโดนแสงตกกระทบ สีที่สะท้อนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแร่ธาตุ และที่น่าสนใจคือสามารถสะท้อนสีที่แตกต่างกันในมุมที่ต่างกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์เดียวกับมุก สีมุกนี้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาว สีอื่น ๆ ก็ให้ผลลัพธ์แบบสีมุกได้ แม้จะมีความพิเศษ สวยงาม แต่ข้อเสียของสีมุกคือ ซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ยาก

4. สีด้าน (Matte)

สีรถยนต์

สีด้าน เริ่มเป็นที่นิยมจากการนำมาใช้กับรถยนต์ราคาแพงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แปลกตา ไม่เน้นความเงางาม ดูดซับแสง ให้บุคลิกลึกลับ ดุดัน แต่สีด้านอาจมีการผสมโลหะในเนื้อสีเพื่อให้เกิดประกายแบบกำมะหยี่ได้เช่นกัน เพียงแต่จะไม่มีชั้นแล็กเกอร์มันเงา และขั้นตอนการดูแลรักษาก็ค่อนข้างยุ่งยากกว่าสีปกติ

ทีนี้เมื่อเห็นชื่อแต่ละสีของรถยนต์ก็พอจะรู้ได้ในเบื้องต้นว่า สีเหล่านั้นให้ผลลัพธ์ในลักษณะใด ทำไมถึงต้องมีการเพิ่มราคาจากสีปกติ และอาจช่วยในการตัดสินใจเลือกสีรถยนต์ได้ง่ายขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

บทความที่เกี่ยวข้องกับสีรถยนต์

ขอบคุณข้อมูลจาก : paint.orgitstillruns.com
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
สีรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร อัปเดตล่าสุด 6 ตุลาคม 2566 เวลา 11:43:38 22,416 อ่าน
TOP