การตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อต่อภาษี หรือเสียภาษีประจำปี มีขั้นตอนอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง และต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่เช็กได้เลย ใครที่มีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันเป็นประจำทุกปีก็คือการต่อภาษี สำหรับรถใหม่อาจไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากนัก แต่สำหรับรถที่ใช้งานมากเกิน 5 หรือ 7 ปี สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนจะนำรถของท่านไปต่อภาษีคือการนำรถไปตรวจสภาพตามข้อบังคับกฎหมาย เพื่อให้ได้ใบรับรองการตรวจสภาพรถที่พร้อมใช้งาน ไม่เกิดปัญหาในระหว่างการขับขี่ ถึงจะสามารถไปยื่นต่อภาษีรถยนต์ประจำปีได้ ถึงเวลา ต่อภาษีรถจักรยานยนต์ แล้วหรือยัง ? ไม่ต้องวุ่นวายลางานไปขนส่งอีกต่อไป ! เรามีวิธีต่อภาษีมอเตอร์ไซค์ 2568 ฉบับล่าสุดที่ทำออนไลน์ได้ง่ายๆ พร้อมสรุปครบทุกขั้นตอน: ใช้เอกสารอะไร, ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และทำที่ไหนได้บ้าง คลิกอ่านเลย !วันนี้เรารวบรวมข้อมูลสำหรับการตรวจสภาพรถว่าจะต้องตรวจเช็กอะไรบ้าง สามารถไปตรวจได้ที่ไหน และมีราคาเท่าไหร่ ไปดูกันเลย การตรวจเช็กสภาพรถประจำปี เป็นการตรวจสอบสภาพของตัวรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อีกทั้งยังจะช่วยลดความสูญเสียและอุบัติเหตุต่าง ๆ ทั้งที่จะเกิดกับเราและผู้ร่วมทางที่อยู่บนท้องถนน รวมถึงให้เป็นไปตามกฎของกระทรวงตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่ว่าด้วยรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก จะต้องได้รับการตรวจสภาพรถก่อนจะไปยื่นชำระภาษีรถยนต์ประจำปี อีกทั้งการตรวจสภาพรถประจำปียังได้รับสิทธิ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการ เช่น การซื้อประกัน ไปจนถึงการรักษามูลค่าของตัวรถหากต้องนำไปขายทอดตลาดอีกด้วย รถกี่ปีต้องตรวจสภาพ รถที่เข้าข่ายต้องได้รับการตรวจสภาพต้องนับอายุการใช้งานของรถ โดยให้นับอายุทางทะเบียนตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก ถึงวันสิ้นสุดอายุภาษีประจำปี (วันครบกำหนดเสียภาษีประจำปี) และสามารถนำรถเข้าตรวจสภาพล่วงหน้าได้ 3 เดือน ก่อนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปี โดยมีรายละเอียดดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป รถจักรยานยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป สำหรับสถานที่ในการตรวจสภาพรถนั้นจะมีอยู่ 2 แห่งด้วยกัน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก เจ้าของรถสามารถติดต่อขอตรวจสภาพรถประจำปีที่กรมการขนส่งทางบกได้โดยตรงภายในจังหวัดที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่ส่วนมากจะนิยมตรวจสภาพรถยนต์ขนาดใหญ่มากกว่า รวมถึงรถที่มีการดัดแปลงสภาพ เปลี่ยนสีตัวถัง เปลี่ยนเครื่องยนต์ รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถหรือเลขเครื่องยนต์ รถที่ขาดต่ออายุทะเบียนเกิน 1 ปี เป็นต้น สถานตรวจสภาพรถเอกชน หรือ ตรอ. เป็นสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก โดยสถานที่นี้จะรับตรวจเช็กสภาพรถให้ตรงตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก และสามารถออกเอกสารการันตีเพื่อใช้ในการต่อภาษีประจำปีได้ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนนำรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เข้าไปตรวจเช็กสภาพ ได้แก่ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือเล่มทะเบียนรถ (รถยนต์ : เล่มสีฟ้า / จักรยานยนต์ : เล่มสีเขียว) สามารถใช้ได้ทั้งฉบับจริงหรือสำเนา และยานพาหนะนั้น ๆ ที่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพ ในการตรวจสภาพรถประจำปีสำหรับรถยนต์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลของตัวรถว่าตรงกับที่ระบุในใบคู่มือจดทะเบียนหรือไม่ จากนั้นจะทำการตรวจสอบความพร้อมของสภาพรถ ได้แก่ ตัวถัง สี อุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัย พวงมาลัย ที่ปัดน้ำฝน ว่าพร้อมใช้งานมากน้อยขนาดไหน ตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยว ระบบเบรก ว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่ พร้อมทดสอบประสิทธิภาพการเบรก โดยตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ตรวจสอบวัดโคมไฟหน้า ทิศทางการเบี่ยงเบนของแสง และวัดค่าความเข้มของแสง ตรวจสอบวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) ของรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง รถยนต์เครื่องดีเซลต้องตรวจควันดำ โดยระบบการกรองต้องไม่เกินร้อยละ 50 และระบบความทึบแสงต้องไม่เกินร้อยละ 45 ตรวจวัดเสียงรถ ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล สำหรับรถใช้แก๊สนั้นจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม คือ การตรวจ ทดสอบ เช็กตามข้อต่อ ตลอดจนท่อและอุปกรณ์แก๊สทั้งระบบ ว่ามีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานหรือไม่ โดยถังแก๊สต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี รถที่ติดถังแก๊สที่มีอายุเกิน 10 ปี จะมีการตรวจสอบว่ายังใช้งานได้ต่ออีกหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งว่ามีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานมากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าตรวจสอบแล้วก็จะออกใบรับรองเพื่อยืดอายุการใช้งานต่อได้อีก 5 ปี ตามกฎหมาย ตรวจสอบสภาพโดยรวมของรถ ชุดสี ชุดแฟริ่ง กระจกมองหลัง ว่ายังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ปกติหรือไม่ เช็กระบบไฟส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรก และไฟเลี้ยว ต้องไม่มีหลอดไฟขาด สามารถส่องสว่างและใช้งานได้ทุกดวง ระบบเสียงแตร เวลากดต้องมีเสียงแตรดังออกมา ระบบเบรก ตรวจเช็กระบบเบรก สามารถหยุดหรือชะลอเบรกได้ ค่าไอเสียมลพิษทางอากาศที่ถูกปล่อยว่าเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ การตรวจสภาพรถประจำปีทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนี้ รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท ถ้าหากตรวจสภาพแล้วไม่ผ่านสามารถนำรถกลับไปแก้ไขให้ได้สภาพตามข้อกำหนด และนำกลับมาตรวจสอบที่เดิมได้ โดยจะเสียค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียวของอัตราที่กำหนดเอาไว้ แต่จะต้องนำกลับมาตรวจภายใน 15 วัน หากนำมาตรวจเกินเวลาที่กำหนดต้องชำระเต็มจำนวนอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีรถบางลักษณะที่ไม่เข้าเกณฑ์การตรวจสภาพรถของเอกชน หรือ ตรอ. โดยจะเป็นกลุ่มรถประเภทดัดแปลงสภาพผิดไปจากที่ได้จดทะเบียนไว้ เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วนรถ เปลี่ยนสี เปลี่ยนเครื่องยนต์ จนไม่เหลือสภาพเค้าเดิม, ตัวเลขรหัสรถหรือรหัสเครื่องยนต์ชำรุด หรือมีร่องรอยการแก้ไข ขูด ลบ หรือลบเลือน จนไม่สามารถตรวจสอบได้, รถที่ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หรือใช้งานไม่ได้ถาวร, รถที่มีเลขทะเบียนรุ่นเก่า (เช่น กท-00001, กทจ-0001 เป็นต้น), รถที่ถูกโจรกรรมแล้วได้คืน และรถที่ขาดต่อทะเบียนเกิน 1 ปี ซึ่งรถที่เข้าข่ายลักษณะนี้จะต้องนำไปตรวจที่กรมการขนส่งทางบกเท่านั้น นอกจากนี้ก่อนการต่อภาษีหรือเสียภาษีประจำปี อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือ พ.ร.บ. หรือประกันภัยภาคบังคับ โดยราคาของ พ.ร.บ. นั้นก็จะแตกต่างกันออกไปทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ รวมถึงขึ้นอยู่กับประเภทของการใช้รถด้วย รถส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ราคาอยู่ที่ 600 บาท รถส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 15 ที่นั่ง ราคาอยู่ที่ 1,100 บาท รถส่วนบุคคลเกิน 15 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 20 ที่นั่ง ราคาอยู่ที่ 2,050 บาท รถส่วนบุคคลเกิน 20 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 40 ที่นั่ง ราคาอยู่ที่ 3,200 บาท รถส่วนบุคคลเกิน 40 ที่นั่ง ราคาอยู่ที่ 3,740 บาท รถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 75 ซี.ซี. ราคาอยู่ที่ 161.57 บาท รถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์เกิน 75-125 ซี.ซี ราคาอยู่ที่ 323.14 บาท รถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์เกิน 125-150 ซี.ซี. ราคาอยู่ที่ 430.14 บาท รถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์เกิน 150 ซี.ซี. ขึ้นไป ราคาอยู่ที่ 645.21 บาท รถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ราคาอยู่ที่ 323.14 บาท ทั้งนี้ การตรวจสภาพรถเป็นสิ่งที่จำเป็นเมื่อเราจะต้องไปยื่นภาษีรถยนต์ประจำปี เพราะถือว่าเป็นข้อบังคับสำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปี รถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุเกิน 5 ปี นอกจากจะช่วยให้รู้ว่ารถของท่านนั้นมีอะไรเสื่อมสภาพบ้าง เพื่อที่จะได้แก้ไขให้กลับมาสมบูรณ์พร้อมใช้อยู่เสมอ ลดการเกิดอุบัติเหตุหรือเป็นอันตรายแก่เพื่อนร่วมทางนั่นเอง ขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์ มีขั้นตอนอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง ต่อภาษีรถจักรยานยนต์ ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และต้องจ่ายเท่าไหร่ ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก, (2)