เปิด 5 พฤติกรรมที่เราอาจเห็นจนชินหรือเผลอทำเป็นประจำ ทั้งขับช้าแช่เลนขวา แซงไหล่ทาง ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นทางเท้า ไปจนถึงเปิดไฟฉุกเฉินข้ามแยก และไม่ชะลอให้คนข้ามทางม้าลาย รู้ไว้ก่อนเผลอทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
ภาพจาก : ขับขี่ปลอดภัย by DLT
พฤติกรรมบางอย่างบนท้องถนนอาจเป็นภาพที่เราเห็นจนคุ้นตา หรือบางครั้งก็เผลอทำโดยคิดว่า “คงไม่เป็นอะไรหรอก” แต่ในความเป็นจริง กฎหมายจราจรของไทยมีข้อกำหนดที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรรู้ เพราะบางพฤติกรรมไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แต่ยังอาจมีโทษปรับและตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถยนต์ด้วย และมักมีอยู่ 5 พฤติกรรมที่พบได้บ่อยบนท้องถนนและหลายคนอาจเข้าใจผิด มาดูกันว่ามีพฤติกรรมไหนบ้าง
5 พฤติกรรมผิดกฎหมาย ที่หลายคนคิดว่าทำได้
1. ขับรถช้า แต่แช่อยู่เลนขวา
การขับรถช้าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้ช่องทางขวาแล้วขับต่อไปเรื่อย ๆ ได้ รถที่มีความเร็วช้าหรือขับด้วยความเร็วต่ำกว่ารถคันอื่นที่เดินทางในทิศทางเดียวกัน ต้องขับให้ใกล้ขอบทางด้านซ้ายเท่าที่จะทำได้ เพื่อเปิดทางให้รถที่เร็วกว่าสามารถแซงผ่านไปได้
สำหรับกรณีรถบางประเภท เช่น รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร และรถจักรยานยนต์ ในถนนที่แบ่งเป็นหลายช่องทาง กฎหมายยังกำหนดให้ใช้ช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือช่องที่ใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางตามกรณีด้วย
ดังนั้น การขับรถช้าแล้วอยู่เลนขวาต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีรถคันอื่นที่เร็วกว่าอยู่ด้านหลัง จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม โดยอัตราโทษสำหรับการไม่ขับรถช้าให้ใกล้ขอบทางด้านซ้ายอยู่ที่ไม่เกิน 1,000 บาท และตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ 1 ตะแนน
2. รถติดแล้วแซงขึ้นไหล่ทาง คิดว่าแค่ “ไปต่ออีกนิด”
ภาพจาก : shutterstock.com / Mawaddah F
เวลารถติดหนัก หลายคนอาจเคยเห็นรถเบนออกไปใช้ไหล่ทางเพื่อแซงคิว แล้วกลับเข้าช่องทางเดิมเมื่อการจราจรเริ่มเคลื่อนตัว พฤติกรรมลักษณะนี้อาจดูเหมือนช่วยให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น แต่ไหล่ทางไม่ได้เป็นช่องทางสำหรับใช้แซงรถตามปกติ
กฎหมายจราจรกำหนดเรื่องการใช้ช่องทางและการแซงรถไว้อย่างชัดเจน โดยผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรและข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ทาง อีกทั้งการแซงยังมีข้อจำกัดในหลายกรณีเพื่อป้องกันอันตรายต่อรถคันอื่น
เพราะฉะนั้น เมื่อการจราจรติดขัด การขับออกไปบนไหล่ทางเพื่อแซงรถคันอื่นจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ช่องพิเศษสำหรับรถที่รีบ” แต่ควรปฏิบัติตามช่องทางที่กำหนดและรอให้การจราจรเคลื่อนตัวตามลำดับ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
3. ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นทางเท้า แค่นิดเดียวก็ไม่ได้เหรอ ?
ภาพจาก : shutterstock.com / ferdyboy
ภาพมอเตอร์ไซค์ขึ้นทางเท้าเพื่อหลบรถติดหรือไปต่ออีกเพียงไม่กี่เมตรอาจพบเห็นได้บ่อย โดยเฉพาะในเขตเมือง แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าขี่ขึ้นทางเท้าได้หากขึ้นเพียงระยะสั้น ๆ
กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกระบุว่า ห้ามผู้ขับขี่ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ 1 คะแนน
ดังนั้น ต่อให้ขี่ขึ้นทางเท้าเพียง “นิดเดียว” ก็ไม่ควรคิดว่าไม่เป็นความผิดโดยอัตโนมัติ
4. เปิดไฟฉุกเฉินตอนข้ามแยก เพราะคิดว่าจะช่วยให้รถคันอื่นเห็น
นี่เป็นอีกพฤติกรรมที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร บางคนเข้าใจว่าการเปิดไฟฉุกเฉินหรือ “ไฟผ่าหมาก” จะช่วยบอกให้รถคันอื่นรู้ว่ากำลังจะขับตรงผ่านแยก
แต่ปัญหาคือ รถจากด้านข้างอาจมองเห็นไฟกะพริบเพียงด้านหนึ่ง และเข้าใจว่ารถกำลังจะเลี้ยวไปทิศทางนั้น ทำให้คาดการณ์เส้นทางของรถผิดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการชนกันได้ ควรชะลอความเร็ว มองซ้าย-ขวา และขับผ่านทางแยกด้วยความระมัดระวัง โดยไม่ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
โดยหลักแล้ว ไฟฉุกเฉินมีไว้เพื่อเตือนผู้ใช้ทางเมื่อรถเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น รถเสียหรือจำเป็นต้องหยุดอยู่กับที่ ไม่ใช่สัญญาณสำหรับบอกว่า “รถคันนี้จะขับตรง” ข้ามแยก
5. เห็นคนอยู่ตรงทางม้าลาย แต่ไม่ชะลอ เพราะคิดว่าเขายังไม่ได้ข้าม
ทางม้าลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่เข้าใกล้ทางข้ามต้องลดความเร็วของรถ
หากมีคนกำลังข้ามทางม้าลาย ผู้ขับขี่ควรชะลอและหยุดรถเพื่อให้คนเดินเท้าข้ามอย่างปลอดภัย โดยกรณี ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท และตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ 1 คะแนน ตามมาตรการที่ปรับใช้ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐยังแนะนำให้ผู้ขับขี่สังเกตป้ายเตือนและรถคันอื่นที่ชะลอความเร็วบริเวณทางม้าลาย รวมถึงไม่เร่งความเร็วหรือแซงในบริเวณดังกล่าว
ทำจนชิน ไม่ได้แปลว่าถูก
พฤติกรรมบนถนนบางอย่างกลายเป็นเรื่องที่เราเห็นกันจนชิน จนเผลอคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการแช่เลนขวาเพื่อขับช้า แซงรถติดออกไหล่ทาง ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นทางเท้า เปิดไฟฉุกเฉินขณะข้ามแยก หรือขับผ่านทางม้าลายโดยไม่ชะลอ
แต่การที่หลายคนทำเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และในหลายกรณียังเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นด้วย
ก่อนจะทำอะไรบนถนน ลองเปลี่ยนจากคำถามว่า “ใคร ๆ ก็ทำ แล้วจะเป็นอะไรไหม?” เป็น “กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร และทำแบบไหนจึงปลอดภัยกับทุกคน ?” เพราะถนนเป็นพื้นที่ที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกัน ความเข้าใจกฎจราจรและการเคารพสิทธิของผู้อื่น จึงเป็นอีกส่วนสำคัญของการเดินทางอย่างปลอดภัย
หมายเหตุ: รายละเอียดอัตราโทษอาจแตกต่างกันตามฐานความผิด ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ และกฎหมายที่เจ้าหน้าที่นำมาบังคับใช้ จึงควรตรวจสอบข้อกฎหมายฉบับปัจจุบันประกอบด้วย
บทความเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : ขับขี่ปลอดภัย by DLT






