7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ และข้อกำหนดที่ผู้ขับขี่แอปฯ ควรรู้ ก่อนถึงกำหนด 30 กันยายน 2569
ในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมแอปฯ เรียกรถในประเทศไทย ภาครัฐได้กำหนดให้ผู้ขับขี่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันต้องถือใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ และกำหนดให้ทุกแพลตฟอร์มต้องระงับการให้บริการผู้ขับขี่ที่ยังไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
แม้ว่าปัจจุบันผู้ขับขี่จำนวนมากได้เริ่มดำเนินการเข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะแล้ว แต่ยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับขั้นตอน คุณสมบัติ และข้อกำหนดต่าง ๆ ส่งผลให้หลายคนลังเลหรือชะลอการดำเนินการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการให้บริการและรายได้ภายหลังมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้
เพื่อช่วยให้เตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง เรามาดู 7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ พร้อมข้อเท็จจริงที่ผู้ขับขี่ผ่านแอปฯ ควรรู้กัน
7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ
ความเข้าใจผิดที่ 1 การขอใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะเป็นเรื่องยุ่งยาก ใช้เวลาหลายเดือน
หากผู้ขับขี่เตรียมเอกสารครบถ้วน อบรมออนไลน์ล่วงหน้าตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด และดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง กระบวนการขอรับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยผู้ที่มีเอกสารครบและผ่านการตรวจสอบเรียบร้อยสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดภายในประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่ใช่หลายเดือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ความเข้าใจผิดที่ 2 ต้องถือใบขับขี่ส่วนบุคคลมาหลายปี จึงจะขอใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะได้
ผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือถือใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก สามารถยื่นขอรับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องถือใบขับขี่ส่วนบุคคลเป็นเวลาหลายปีตามที่หลายคนเข้าใจ
ความเข้าใจผิดที่ 3 ใบขับขี่ส่วนบุคคลสามารถใช้แทนใบขับขี่รถสาธารณะได้
ไม่สามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากใบอนุญาตทั้งสองประเภทมีวัตถุประสงค์และข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ผู้ขับขี่ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันจำเป็นต้องถือใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ ซึ่งเป็นใบอนุญาตสำหรับการประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสาร
โดยผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติอาชญากรรมตามหลักเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก และต้องต่ออายุใบอนุญาตทุก 3 ปี ขณะที่ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ขับขี่รถส่วนบุคคล และมีระยะเวลาต่ออายุทุก 5 ปี จึงไม่สามารถใช้แทนกันได้ตามกฎหมาย
ความเข้าใจผิดที่ 4 เคยมีประวัติอาชญากรรม จะไม่มีสิทธิ์ขอใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะอีกตลอดชีวิต
ไม่เป็นความจริงเสมอไป ผู้ที่เคยรับโทษจำคุกและพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ยังคงสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะได้ หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด จึงไม่ได้เป็นการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ความเข้าใจผิดที่ 5 ค่าใช้จ่ายในการทำใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะสูงเกินไป ไม่คุ้มที่จะดำเนินการ
หลายคนเข้าใจว่าการขอใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ในความเป็นจริงค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตมีมูลค่าเพียงหลักร้อยบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักส่วนใหญ่เกิดจากการปรับรถให้เป็นไปตามข้อกำหนดของรถรับจ้างสาธารณะ เช่น การจดทะเบียนรถเป็น รย.17 หรือ รย.18 การจัดทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนด และการตรวจสภาพรถ
ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกมีระบบอบรมออนไลน์ การจองคิว และช่องทางตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและทำให้ผู้ขับขี่วางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และผู้ให้บริการแอปฯ เรียกรถบางราย (อย่างเช่น Bolt) ก็ยังมีโครงการให้คำปรึกษา โบนัส หรือส่วนลดค่าคอมมิชชันสำหรับผู้ที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่เงื่อนไขและระยะเวลาของแต่ละโครงการอาจแตกต่างกัน ผู้ขับขี่จึงควรตรวจสอบกับแพลตฟอร์มที่ตนใช้งานอีกครั้ง
ความเข้าใจผิดที่ 6 มี QR Code จาก Driver Verify แล้ว ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะตัวจริง QR Code จากระบบ Driver Verify เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวก่อนหน้านี้ที่ใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ซึ่ง QR Code ดังกล่าว ไม่สามารถใช้แทนใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะได้ ปัจจุบัน การเปิดลงทะเบียนเพื่อขอรับ QR Code ชั่วคราวดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผู้ขับขี่ที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะจึงควรเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของภาครัฐได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ความเข้าใจผิดที่ 7 หากถูกระงับการใช้งานเพราะไม่มีใบขับขี่รถสาธารณะ จะไม่สามารถกลับมาให้บริการได้อีก
การระงับการใช้งานเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของภาครัฐ ไม่ใช่การระงับสิทธิ์ถาวร เมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากแพลตฟอร์มแล้ว ก็สามารถกลับมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ตามปกติ
ภาพจาก : Bolt
ดังนั้น ผู้ขับขี่ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการจึงไม่ควรรอจนใกล้ถึงกำหนดเวลา แต่ควรเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อโอกาสในการให้บริการและรายได้ในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : Bolt






