รถแต่ละประเภทลุยน้ำได้แค่ไหน ลุยแล้วปลอดภัยเครื่องไม่พัง

          รถยนต์ลุยน้ำได้กี่เซนติเมตรถึงปลอดภัย รวมระดับน้ำที่รถเก๋ง SUV และกระบะสามารถผ่านได้ พร้อมวิธีขับรถลุยน้ำอย่างถูกต้อง และสิ่งที่ต้องทำหลังผ่านน้ำท่วม
รถลุยน้ำท่วม

          บ่อยครั้งที่ฝนตกหนัก เส้นทางที่ปกติเรียกว่าถนนก็กลายสภาพเป็นคลองได้เลย เพราะการระบายน้ำไม่ดีพอจนน้ำท่วมสูงเกินกว่าที่รถยนต์จะสัญจรได้สะดวก และเมื่อเจอกับเหตุการณ์นี้มักเกิดคำถามในหัวโดยอัตโนมัติว่าจะรอดไหม “รถของเราลุยน้ำได้แค่ไหน” ซึ่งการตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์จนค่าซ่อมพุ่งได้ในทันที
          แต่ทั้งนี้ เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าระดับน้ำแค่ไหนถือว่าปลอดภัยสำหรับรถแต่ละประเภท พร้อมวิธีขับรถลุยน้ำอย่างถูกต้อง และขั้นตอนสำคัญหลังผ่านน้ำท่วมก่อนสินใจว่าจะลุยต่อหรือรอการระบายก่อนดี

รถลุยน้ำได้กี่เซนติเมตร

          แน่นอนว่าไม่มีตัวเลขยืนยันแน่นอนที่ใช้ได้กับรถทุกคัน เพราะความสามารถในการลุยน้ำขึ้นอยู่กับตำแหน่งท่อดูดอากาศ ความสูงใต้ท้องรถ การวางระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นการออกแบบของผู้ผลิตแต่ละราย แต่ในภาพรวมรถแต่ละประเภทจะลุยน้ำได้ลึก ดังนี้
  • รถเก๋ง / Eco Car ลุยน้ำลึกได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร
  • รถ MPV / SUV เล็ก ลุยน้ำลึกได้ประมาณ 15-25 เซนติเมตร
  • รถ SUV กลาง-ใหญ่ ลุยน้ำลึกได้ประมาณ 20-40 เซนติเมตร
  • รถกระบะ ลุยน้ำลึกได้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร
  • รถออฟโรดหรือรถกระบะหลายรุ่น สามารถลุยได้ลึก 60 เซนติเมตร ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับสเปก)
          อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจให้สังเกตว่า ถ้าระดับน้ำสูงเกินครึ่งล้อรถ ควรหลีกเลี่ยงหรือประเมินอย่างระมัดระวัง เพราะอาจเจอคลื่นจากรถที่สวนมาได้ด้วยเช่นกัน

ปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่ารถจะลุยน้ำได้แค่ไหน

  1. ตำแหน่งท่อดูดอากาศ หากน้ำถูกดูดเข้าสู่เครื่องยนต์ สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้
  2. ความสูงใต้ท้องรถ รถที่ยกสูงมักมีความสามารถผ่านน้ำได้ดีกว่ารถเก๋งเตี้ย
  3. ระบบไฟฟ้าและเซ็นเซอร์ รถรุ่นใหม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก หากอยู่ในตำแหน่งต่ำ ก็อาจมีโอกาสเสียหายได้
  4. คลื่นน้ำจากรถคันอื่น แม้น้ำจะไม่ลึกมาก แต่คลื่นน้ำจากที่สวนมาจะทำให้มวลน้ำสูงเกินระดับปลอดภัยที่รถเราลุยได้
รถลุยน้ำท่วม

วิธีประเมินก่อนขับรถลุยน้ำ

          สังเกตรถคันอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่หากยังไม่มั่นใจ ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว
  • ดูว่าระดับน้ำอยู่ถึงส่วนใดของล้อ
  • ตรวจสอบว่ามีกระแสน้ำแรงหรือไม่
  • ประเมินความเสี่ยงจากคลื่นน้ำ

วิธีขับรถลุยน้ำอย่างถูกต้อง

  1. ใช้ความเร็วต่ำและคงที่ โดยรักษาความเร็วประมาณ 5–10 กม./ชม. เพื่อสร้างคลื่นน้ำด้านหน้าอย่างสม่ำเสมอ
  2. อย่าเร่งเครื่องแรง เพราะการเร่งกระทันหันอาจทำให้เกิดคลื่นน้ำสูงขึ้นจนเข้าท่อดูดอากาศ
  3. รักษารอบเครื่องให้สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงที่น้ำจะย้อนเข้าสู่ระบบไอดี
  4. เว้นระยะจากรถคันหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นน้ำจากรถคันหน้า
  5. ห้ามดับเครื่องกลางน้ำ และในกรณีเครื่องดับเอง ไม่ควรพยายามสตาร์ตใหม่จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบ

ขับรถลุยน้ำแล้วสิ่งที่ควรทำมีอะไรบ้าง

  • เหยียบเบรกเบา ๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรก
  • สังเกตว่ามีไฟเตือนบนหน้าปัดหรือไม่
  • ฟังเสียงผิดปกติ
  • ตรวจหาความชื้นในห้องโดยสาร
  • หากพบอาการผิดปกติ ควรนำรถเข้าตรวจเช็กทันที

หากเครื่องดับกลางน้ำ ต้องทำอย่างไร

          สิ่งสำคัญและห้ามทำเด็ดขาดคือ “สตาร์ตเครื่องยนต์” หลายคนอาจเผลอสตาร์ตและอยากให้รถสตาร์ตติดอีกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ควรทำเลยเพราะหากมีน้ำเข้าเครื่องยนต์ อาจทำให้ก้านสูบคดหรือชิ้นส่วนภายในเสียหายอย่างรุนแรง ควรเรียกรถยกเพื่อนำรถไปตรวจเช็ก

รถน้ำเข้าประกันเคลมหรือไม่

          เคลมได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าเป็นประกันภัยชั้น 1 มักความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ควรตรวจสอบรายละเอียดและข้อยกเว้นของแต่ละบริษัท
รถลุยน้ำท่วม

          สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความสูงของน้ำ แต่คือการประเมินความเสี่ยงและการขับอย่างถูกวิธีและรู้จักรถ เพราะการตัดสินใจอย่างระมัดระวัง จะช่วยให้ลุยผ่านน้ำท่วมได้อย่างปลอดภัยหรืออย่างน้อยก็ช่วยหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูงกว่าที่ควรจะเป็น

บทความที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษารถยนต์

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รถแต่ละประเภทลุยน้ำได้แค่ไหน ลุยแล้วปลอดภัยเครื่องไม่พัง โพสต์เมื่อ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 14:10:44
TOP
x close