x close

ผ้าเบรกควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ เปลี่ยนผ้าเบรกยี่ห้อไหนดี

ผ้าเบรกรถยนต์อีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญของรถที่อยู่ในระบบเบรก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเปลี่ยนเมื่อใด วิธีสังเกตุเมื่อผ้าเบรกใกล้หมดจะมีอาการอย่างไร จะมีอันตรายต่อการใช้งานหรือไม่ ควรเลือกใช้ผ้าเบรกแบบไหน ยี่ห้อไหนดี

สำหรับ รถยนต์ ทุกคัน ระบบเบรกถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นที่จะต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องไม่ต่างกับส่วนอื่น ๆ เพราะมีหน้าที่ทำให้รถชะลอความเร็วหรือหยุดได้อย่างปลอดภัย และชิ้นส่วนที่เจ้าของรถสามารถตรวจเช็กด้วยตัวเองได้ก็คือ ผ้าเบรก ซึ่งเสื่อมสภาพได้ตามระยะเวลาและลักษณะการใช้งาน

แต่คำถามแรกสำหรับผู้ขับขี่ทั่วไปก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่าผ้าเบรกต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่ ถ้าดูกันที่เรื่องของความหนา แบบไหนจะถือว่ายังใช้งานได้ และจะใช้ได้อีกนานแค่ไหน วันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมวิธีการสังเกตผ้าเบรกในเบื้องต้น รวมถึงวิธีการเลือกใช้ผ้าเบรกมาให้สำหรับใครที่กำลังได้เวลาเปลี่ยนผ้าเบรกพอดี

ผ้าเบรกรถยนต์

ระบบเบรก และการทำงาน

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับระบบเบรกของรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันที่ใช้งานกันมากที่สุดมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันก็คือ ดิสก์เบรก และ ดรัมเบรก

ดิสก์เบรก คือ ระบบเบรกที่อยู่ในรถยนต์เกือบทุกยี่ห้ออยู่ที่ว่าจะใช้ดิสก์เบรกแค่ 2 ล้อหน้า หรือทั้ง 4 ล้อ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแบรนด์นั้น ๆ ดิสก์เบรกจะประกอบด้วย จานเบรก, คาลิปเปอร์เบรก และ ผ้าเบรก ในส่วนของการทำงานทุกครั้งที่เรากดแป้นเบรกน้ำมันไฮดรอลิกในคาลิปเปอร์จะดันผ้าเบรกแต่ละแผ่นเข้าไปที่จานเบรก ทำให้เกิดแรงเสียดทานขึ้น ช่วยให้รถชะลอความเร็วลงลงและหยุดรถได้อย่างปลอดภัย

ดรัมเบรก คือ ระบบเบรกแบบปิดที่ใช้ในรถยนต์ หรือรถอื่น ๆ ช่วงแรกเริ่มซึ่งปัจจุบันยังพบเห็นได้ในรถยนต์ และรถบรรทุก ดรัมเบรกประกอบด้วย ผ้าเบรกทรงโค้ง, ก้ามปูเบรค หรือ ฝักเบรค, สปริง และลูกสูบที่ต่อเข้ากับสายเบรก ส่วนการทำงานของดรัมเบรกนั้นในทุกครั้งที่เราแตะเบรก ผ้าเบรกด้านในจะถูกแม่ปั๊มดันให้ไปติดกับด้านในของฝาครอบเบรค ซึ่งฝาครอบเบรคนี้จะยืดติดอยู่กับล้อรถ ทำให้เกิดแรงเฉื่อยช่วยชะลอความเร็ว และหยุดรถได้ในที่สุด

อาการเมื่อผ้าเบรกใกล้หมด

ตามที่กล่าวไปแล้วว่าผ้าเบรกคืออะไหล่ที่มีการเสื่อมสภาพ ซึ่งผู้ขับขี่รถยนต์สามารถคอยสังเกตได้ด้วยตัวเอง เมื่อพบกับอาการดังนี้ 

  • มีอาการเบรกต่ำ หรือต้องกดแป้นเบรกลึกมากขึ้น และรถชะลอความเร็ว หรือหยุดช้ากว่าเดิม

  • ทุกครั้งที่จอดรถจะต้องดึงเบรกมือสูงกว่าปกติ (กรณีผ้าเบรกล้อหลัง)

  • มีไฟเบรกมือขึ้นโชว์ที่หน้าปัดทั้งที่ไม่ได้ยกเบรกมือ เนื่องจากน้ำมันเบรกในกระปุกอยู่ต่ำกว่าขีด MIN เพราะผ้าเบรกที่บางลง

  • มีเสียงเหมือนเล็กเสียดสีกันทุกครั้งที่เหยียบเบรก ซึ่งในผ้าเบรกแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อนั้นจะมีเหล็กเตือนที่จะเสียดสีกับจานเบรกเพื่อแสดงว่าผ้าเบรกเหลือน้อยแล้ว

ผ้าเบรกควรเปลี่ยนเมื่อใด ?

แม้ผู้ผลิตผ้าเบรกจะระบุไว้ว่าผ้าเบรกนั้นจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 40,000-100,000 กิโลเมตร ซึ่งก็อาจเป็นจริงตามนั้น แต่ก็มีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้ผ้าเบรกอาจไม่ได้ใช้งานได้ยาวนานขนาดนั้น เช่น ใช้รถยนต์บ่อยแค่ไหน ลักษณะการขับขี่ของแต่ละบุคคลเป็นอย่างไรขับเร็วหรือขับช้า รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ใช้ในการเดินทางต้องขึ้นเขาหรือพื้นที่สูงชันหรือไม่ นั่นทำให้อายุของผ้าเบรกในรถแต่ละคันนั้นอาจไม่เท่ากัน ซึ่งเราควรหมั่นสังเกตุและตรวจสอบเป็นประจำ โดยเฉพาะผ้าเบรกแบบดิสก์เบรกนั้นจะค่อนข้างหมดเร็ว กว่าผ้าเบรกแบบดรัมเบรกที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า

ผ้าเบรกรถยนต์

ผ้าเบรกมีกี่แบบ ควรใช้ผ้าเบรกยี่ห้อใด

ผ้าเบรกรถยนต์ในปัจจุบันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน แตกต่างกันตรงที่วัสดุที่นำมาผลิตซึ่งก็จะส่งผลถึงอายุการใช้งานของผ้าเบรกด้วยเช่นกัน เราจึงควรเลือกชนิดของผ้าเบรกให้เหมาะสมกับรถและสไตล์การขับขี่เพื่อการใช้งานผ้าเบรกได้เต็มประสิทธิภาพ ปัจจุบันผ้าเบรกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่

1. ผ้าเบรกออร์แกนิค คือผ้าเบรกที่ผลิตด้วยเส้นใยที่ไม่ได้ทำจากโลหะ แต่จะทำจาก ใยแก้ว, ยาง และ ไฟเบอร์ เป็นส่วนประกอบหลักนั่นจึงทำให้ผ้าเบรกชนิดนี้จะมีความนุ่ม เงียบ และไม่มีเสียงดังเวลาเหยียบเบรก แต่ผ้าเบรกชนิดนี้ จะเหมาะกับการขับขี่รถยนต์แบบใช้ความเร็วไม่มากนัก ขับขี่ทั่วไปในเมืองอาจไม่เหมาะกับผู้ที่ใช้ความเร็วเท่าไรนัก และที่สำคัญแม้จะมีราคาที่ถูกแต่ผ้าเบรกออร์แกนิคนี้ก็จะหมดเร็วกว่าผ้าเบรกชนิดอื่นเช่นกัน

2. ผ้าเบรกเมทัลลิก คือผ้าเบรกที่ทนทานมากที่สุด เพราะผลิตจากโลหะที่ทนต่ออุณหภูมิที่สูงหรือแตกต่างกันได้เป็นอย่างดีและมีอายุการใช้งานได้เป็นเวลานาน นั่นจึงทำให้ผ้าเบรกชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ผ้าเบรกเมทัลลิกนี้เมื่อใช้ไปสักระยะนึงก็จะมีเสียงดังรบกวนเช่นกันและอาจทำให้จานเบรกสึกหรอก่อนเวลาอันควรได้

3. ผ้าเบรกเซมิเมทัลลิก คือผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของโลหะที่มากถึง 65% ถือเป็นผ้าเบรกที่ได้รับความนิยมและพบเห็นได้มากที่สุดในยุคปัจจุบัน ผ้าเบรกเซมิเมทัลลิกมีความทนทานที่สูงและมีระยะเวลาใช้งานที่ยาวนาน ผ้าเบรกชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบการขับขี่รถด้วยความเร็วสูง และต้องการที่จะหยุดรถด้วยความรวดเร็วเช่นเดียวกัน

4. ผ้าเบรกเซรามิค คือผ้าเบรกที่ได้ชื่อว่าทนทานมากที่สุดจากชนิดของผ้าเบรกที่กล่าวมาทั้งหมด ตัวผ้าเบรกทำจากวัสดุเซรามิคผสมเส้นใยทองแดง ข้อดีของผ้าเบรกชนิดนี้นอกจากความทนทานที่สูงกว่าผ้าเบรกชนิดอื่นแล้ว ยังให้ความเงียบ และไม่มีฝุ่นดำ แต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่ราคาที่ค่อนข้างสูง และตัวเนื้อผ้าเบรกนั้นไม่ดูดซับความร้อนอาจทำให้จานเบรกเกิดความร้อนที่สูงได้

สำหรับในบ้านเรานั้นก็มีผ้าเบรกให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อนั้นก็มีรุ่นย่อย ๆ ที่ให้เราเลือกให้เหมาะกับประเภทของรถ หรือตามนิสัยการขับขี่ของแต่ละบุคคล เรามาดูกับว่ามีผ้าเบรกแบรนด์ไหนบ้างที่น่าสนใจในบ้านเรา

ผ้าเบรกรถยนต์

1. Bendix 

ผ้าเบรกแบรนด์ดังที่หลายคนน่าจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี มีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน

  • General CT เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป และใช้ความเร็วสูงเป็นบางครั้ง

  • Heavy Duty เหมาะสำหรับรถกระบะ รถตู้ หรือรถที่ต้องบรรทุกของหนัก

  • Metal King titanium เหมาะสำหรับผู้ที่ขับขี่รถด้วยความเร็วสูง และเบรกรถอย่างรวดเร็ว หรือผู้ที่ต้องการความทนทานในการใช้งาน

  • 4WD เหมาะสำหรับรถออฟโรดที่ขับในเมืองก็ได้ หรือเส้นทางที่ยากลำบาก

  • Premium เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานในเมือง หรือออกต่างจังหวัด ทนความร้อนสูง สะอาด และนุ่มนวล

  • Euro+ เหมาะสำหรับรถยุโรปทุกชนิด ผลิตด้วยมาตรฐานพิเศษที่ทั่วโลกยอมรับ

2. NEXZTER 

ผ้าเบรกแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นที่มีให้เลือกใช้งานในรถทุกประเภทมีทั้งหมด 4 รุ่นได้แก่ 

  • NEXT SPEC เหมาะสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป
  • MU SPEC เหมาะสำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก-ใหญ่ ที่ใช้ความเร็วสูงบ้างในบางเวลา
  • PRO SPEC เหมาะสำหรับรถยนต์นั่งขนาดกลาง - ใหญ่, รถกระบะ, รถแวน, รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และรถแต่งที่ใช้ความเร็วสูง
  • RACE SPEC เหมาะสำหรับรถ super car หรือรถที่ใช้ในสนามแข่ง

3. TRW 

ผ้าเบรกจากประเทศเยอรมนีที่ได้รับความนิยมไม่แพ้แบรนด์อื่น ๆ มีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน

  • COTEC เหมาะสำหรับรถยุโรปทุกชนิดที่ใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป 
  • DETEC ผ้าเบรกเนื้อเซรามิคที่เพิ่มเทคโนโลยีแผ่นกันดัง เหมาะสำหรับรถญี่ปุ่นทุกชนิด
  • UTEC เหมาะสำหรับรถกระบะทุกชนิด โดยเฉพาะรถกระบะที่ใช้งานหนัก
  • ATEC เหมาะสำหรับรถเก๋งและรถกระบะญี่ปุ่น ให้แรงเสียดทานคงที่ทุกช่วงอุณหภูมิ ไม่มีเสียงรบกวน

4. akebono 

ผ้าเบรกจากประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตให้กับค่ายรถยนต์ชื่อดังทั่วโลก เหมาะกับรถญี่ปุ่นและรถยุโรปทุกชนิด ใช้งานได้อย่างยาวนาน ไร้เสียงรบกวน

5. Brembo 

ผ้าเบรกชื่อดังที่อยู่ในรถซูเปอร์คาร์หลายรุ่น แม้ราคาอาจจะสูงกว่ารุ่นอื่นเล็กน้อย เหมาะกับรถที่ใช้ความเร็วสูงทุกชนิด หรือรถปกติก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

สำหรับผ้าเบรกแต่ละแบรนด์และแต่ละรุ่นต่างก็มีคุณสมบัติและลักษณะของการใช้งานที่แตกต่างกันตาม วัสดุหรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต ผู้ขับขี่ที่จะเปลี่ยนผ้าเบรกก็ควรศึกษาข้อมูลและเลือกใช้บริการจากอู่หรือร้านที่ได้มาตรฐาน 

อย่างไรก็ดีต้องไม่ลืมว่าแม้เราจะใช้ผ้าเบรกที่มีคุณภาพดี หรือราคาสูงแค่ไหน แต่หากขับขี่ด้วยความเร็วเกินไปและขาดความระมัดระวังก็ย่อมมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุและความเสียหายได้ ดังนั้นควรใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อความปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก carbibles.com

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
ผ้าเบรกควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ เปลี่ยนผ้าเบรกยี่ห้อไหนดี โพสต์เมื่อ 25 ธันวาคม 2563 เวลา 01:13:33 29,312 อ่าน
TOP