ประสบการณ์สุดฟิน กับ Royal Enfield รุ่นเครื่องยนต์สองสูบ ที่ USA

บททดสอบความมันกับ Twin สองรุ่นของ Royal Enfield ก่อนเปิดตัวต้นปีหน้า โดยจัดให้สื่อมวลชนจากทั่วโลกได้ทดสอบบนเส้นทางแสนสวยและโค้งสุดมันที่เมืองซานตา ครูซ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยตัวแทนจาก Kapook ได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield ตระกูล Twin ทั้ง 2 รุ่น ที่คาดว่าจะขายดีถล่มทลาย ด้วยรูปทรง สมรรถนะและราคาที่กระแทกใจเหล่านักบิด Classic ชาวไทย เตรียมจำหน่ายต้นปี 2019 อย่างแน่นอน

Royal Enfield แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลกและเติบโตอย่างรวดเร็วกับตำนานอันเลื่องลือ มรดกตกทอดจากอังกฤษ ที่ได้พระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ให้ใช้ชื่อแบรนด์ Royal Enfield ตั้งแต่ปี 1890 ปัจจุบัน เป็นกิจการของตระกูล Lal จากอินเดีย (อันดับผู้มั่งคั่งที่ 40 ของเอเชีย มีมูลค่าทรัพย์สิน 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งดูแล Eicher Motors)

จากมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีตและมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในกองทัพช่วงสงคราม รุ่น Airborne ติดร่มชูชีพพร้อมพลร่ม เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงรุ่น Bullet ที่โด่งดัง ปัจจุบันนี้ได้ส่งออกรถแบรนด์ รอยัล เอนฟิลด์ จำหน่ายในกว่า 42 ประเทศ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย มีหลายรุ่นที่นักขี่แนวคลาสสิกชื่นชอบ และล่าสุดคือ Himalayan (หิมาลายัน) ขนาดเครื่องยนต์ 411 ซี.ซี. ออกแบบมาเพื่อขับขี่ทางไกลสไตล์ Adventure Touring 

โดย Kapook ได้รับเกียรติเข้าพบกับคุณสิทธิทัตถะ ลาล CEO หนุ่ม ทายาทกลุ่มบริษัท ไอเชอร์ เจ้าของบริษัท Royal Enfield พร้อมเข้าร่วมทริปพิเศษ ทดสอบมอเตอร์ไซค์เครื่อง Twin ทั้ง 2 รุ่น ขนาดความจุ 650 ซี.ซี. คือ อินเตอร์เซ็ปเตอร์ (Interceptor) และ คอนติเนนทัล จีที (Continental GT) ที่เมืองซานตา ครูซ รัฐแคลิฟอร์เนีย กับเส้นทาง 2 วัน 2 รุ่น ได้ทดสอบสมรรถนะกันอย่างเต็มที่ 

บนเส้นทางไฮเวย์ทอดยาวเลียบชายฝั่งทะเลอันสวยงามเกินบรรยาย ไปจนถึงเส้นทางสุดหินที่มีโค้งสวย ๆ มากมาย พลาดมีตกภูเขาลงไปแอ้งแม้งข้างล่างแน่นอน แต่ความมันนั้นเกินร้อยเป็นอย่างไร ตามไปดูกัน

ขอเล่าให้ฟังก่อนว่า เมืองซานตา ครูซ (Santa Cruz) นี่เด่นมาก ๆ อยู่สองเรื่อง เท่าที่ไปสัมผัสคือ ความเป็นเมืองหลวงแห่งนักโต้คลื่นที่ใฝ่ฝันจะได้มาโต้คลื่นที่ชายหาดแห่งนี้สักครั้ง และยังเป็นเมืองหลวงแห่งคลับมอเตอร์ไซค์ ซึ่งนักบิดอยากจะมาสัมผัสกับเส้นทางที่งดงาม ตอบสนองทั้งบรรยากาศ ความเร็ว และโค้งบนเขาในมิติที่หลากหลาย ขี่สนุก ขี่มัน จนต้องมองหน้ากันที่จุดพักแบบว่า อย่างเจ๋งอะ

ไปถึงโรงแรมยังมีเวลาให้เราได้ไปลองจับ ๆ ดู มีรถทั้ง 2 รุ่นมาจอดเรียง รอให้เราได้ทดสอบกัน สื่อจากประเทศต่าง ๆ กำลังรีวิวบ้าง Live กันบ้าง มีสเปน ออสเตรีย อังกฤษ อเมริกา โดยสื่อไทยไปไม่กี่คน พวกเราว้าว ๆ กันอยู่รอบรถ ติดเครื่อง อ่านสเปก ดูโน่น ดูนี่กัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยลอง จะเป็นยังไงบ้างนะ

เริ่มเช้ามาสดใส วันแรกนี้ขอลอง Interceptor INT 650 Twin ก่อน เข้าไปฟังบรีฟเส้นทาง วันนี้จะบิดกันประมาณ 2 ร้อยกว่ากิโลเมตร วิ่งไฮเวย์เลียบทะเลยาว ๆ ทำความเร็วได้เต็มที่ จากนั้นแยกขวาขึ้นเส้นทางบนเขาไปพักทานข้าวกลางวัน แล้วตีวนซ้ายลงเขากลับเข้าไฮเวย์ ขากลับแวะพักกินกาแฟบ้างเป็นระยะ

หลังจากได้พบปะ CEO ฟังตำนานจากนักประวัติศาสตร์นิดหน่อย ก็ปล่อยตัวแบ่งกรุ๊ปละ 8 คัน มีนักขี่ของ Royal Enfield ที่ชำนาญทาง ขี่นำหนึ่งคน กลางกลุ่มหนึ่งคนและปิดท้ายอีกคน อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ใครเร็วก็ซัดไป ใครช้าก็ไม่ทิ้งกันมีคนดูแลตลอด เอาล่ะ ยังไม่เคยลองก็ขี่ได้เลย Interceptor INT 650 Twin นี่ Easy to ride จริง ๆ ออกตัวไปได้เลย วิ่งออกนอกเมืองซานตา ครูซ เข้าไฮเวย์กันเลย

ความสวยงามของไฮเวย์ที่นี่คือ ทางทอดยาว ซ้ายทะเล ขวาภูเขา สามารถหยุดเวลาให้เชื่องช้าลงได้ เมื่อคุณมองภาพผ่านหมวกออกมา ยิ่งเวลาถึงทางตรงทอดลงยาว ๆ แล้วลาดขึ้นข้างหน้าไกล ๆ ลิบตา ทำให้เห็นบรรยากาศโดยรอบได้เต็มตา พร้อมลมปะทะอันหนาวเย็น 

เป็นความทรงจำที่สวยงามในแบบว่าไม่มีทางสามารถบันทึกได้ด้วยกล้องใด ๆ ได้อย่างครบอรรถรส สมคำร่ำลือจริง ๆ ในขณะที่ Interceptor INT 650 Twin เครื่องสูบคู่ยังคงคำราม เมื่อบิดเกิน 90 ไมล์/ชม. (ราว ๆ 140 กม./ชม.) โดยรถยังคงนิ่งกว่าสูบเดียวเห็น ๆ แรงบิดดี เบาะนั่งสบาย ท่วงท่าในการขับขี่ไม่เมื่อยล้าแม้ระยะทางไกล ไฟหน้าฮาโลเจน เวลาขี่ผ่านช่วงหมอกลงจัด เผลอชมวิว อ้าว กลุ่มฝรั่งบิดไปไหนไกลแล้ว พวกนี้ขี่รถเก่งแฮะ ซัดเกิน 110 ไมล์/กม. (ราว ๆ 180 กม./ชม.) วืดเดียวหายไปเลย ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ตามไปเจอที่กินข้าวกลางวันเลยแล้วกัน

กำลังเพลิน ๆ เจอมอเตอร์ไซค์เจ้าหน้าที่ของกลุ่มเราจอดโบกมือไหว ๆ อยู่ทางขวา ให้เลี้ยวขึ้นเขา ได้ทดสอบเบรกหนัก ๆ กันตรงนี้ ABS Dual Channel ให้ความมั่นใจได้ เลี้ยวขึ้นเขาทีอารมณ์เปลี่ยนเลยครับ กลายเป็นทางโค้งแคบสองเลน แต่ถนนเรียบดีมาก ๆ ช่วงนี้เราจะได้เล่นโค้งจนคล่องมือ แต่ต้องมีสติกับทุกโค้งให้มั่นและท่องไว้ว่าเมืองนี้เขาวิ่งเลนขวา เพราะนาน ๆ ทีจะมีรถสวนทางมาให้ตกใจเวลาพ้นโค้ง แต่ด้วยความคล่องตัว โช้คอัพและยางที่ตอบสนองค่อนข้างมั่นใจ เลยรู้สึกชิลมาก

ระหว่างทางเราจะไปเจอกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ที่มากันเป็นกลุ่ม ยกนิ้วทักทายกันได้ตลอดทาง แต่เท่าที่ลองพูดคุยกับกลุ่มอื่น ๆ ระหว่างทาง หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ ฝรั่งที่เคยสัมผัสหรือมาเมืองไทย ต่างก็ประทับใจการขี่รถออกทริปของชาวไทยมาก เพราะนอกจากเราจะไม่ค่อยจำกัดรุ่นหรือยี่ห้อในการออกทริปแล้ว ยังต้อนรับรถต่าง C.C. ในทริปด้วย ในขณะที่ฝรั่งมักจะมาเป็นรุ่นยี่ห้อเดียวกันหมดทั้งกลุ่ม อันนี้เป็นข้อดีที่เขามองว่าน่ารักและประทับใจครับ 

หลังจากผ่านบททดสอบ Interceptor INT 650 Twin ในวันแรกแล้ว ค่ำ ๆ เราไปดินเนอร์ Custom Night เพื่อชมรถแต่งคัสตอมในแบบต่าง ๆ รถแต่งสวย อาหารอร่อย แถมพนักงานเสริฟสาว ๆ ฝรั่งน่ารักทุกคน อันหลังนี้ไม่ได้เก็บภาพมาฝาก เพื่อความสงบสุขของครอบครัวครับ

วันที่สอง ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันแล้วครับ เจอกันกับ Continental GT 650 Twin อารมณ์เปลี่ยนเลย แม้จะเป็นเครื่องเดียวกัน แต่ให้ความรู้สีก ฟีลลิ่งในการขับขี่ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เดี๋ยวเล่าให้ฟัง

Royal Enfield จะเปิดตัวสองรุ่นนี้ในต้นปีหน้า ผู้บริหารมายืนยันว่าสเปกเดียวกันทั่วโลกและการออกแบบหมดจด มากับแชสซีส์ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ Parallel-Twin ขนาด 648 ซี.ซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 47 แรงม้า ที่ 7,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 52 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 6 speed โช้คหน้า Telescopic โช้คหลังคู่แบบ Gas-Charged, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ระบบเบรก ดิสก์หน้า-ดิสก์หลัง พร้อม Dual-channel ABS เป็นมาตรฐาน พร้อมผลิตออกแบบของแต่ง ตั้งแต่ท่อ กระเป๋า กันล้มและอื่น ๆ มาไว้รอกันพร้อมทีเดียว

ออกตัวด้วย Continental GT 650 Twin วันนี้บอกอารมณ์ได้เต็ม ๆ คือความมันในการขับขี่ ความเพลิดเพลินและสนุกสนานมาเต็ม และอีกอย่างคือความสวยของรถ ยิ่งรุ่นโครเมียม (ที่แพงขึ้นนิดหนึ่ง) โดนใจมาก เล่นโค้งได้อย่างมั่นใจ ให้การตอบสนองดีเยี่ยม พบปัญหาและการเข้าเกียร์ที่ผิดจังหวะ วืดบ้างครั้งสองครั้ง พักเท้าทีต้องก้มมองหาซะเกือบทุกครั้ง นอกนั้นได้ใจไปเต็ม ๆ ใครที่เคยขี่ Royal Enfield สูบเดียวในรุ่นก่อน ถึงกับร้องว่ามานี่ต้องโดนเปลี่ยนเป็น Twin แน่นอน

ใครที่บอกรถสายพันธุ์อังกฤษแท้ ๆ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีฐานผลิตที่อินเดียแล้วยังมองคุณภาพของ Royal Enfield ไม่ออก ขอให้เปิดใจเตรียมรอสองรุ่นนี้เปิดตัวในไทยได้เลย กับราคาที่แง้มมาแล้วเรียกว่า สร้างเสียงฮือกับสื่อมอเตอร์ไซค์ที่มาในงานนี้ได้มากทีเดียว รอเคาะราคาเป๊ะ ๆ เมื่อเข้ามาไทยแล้วสไตล์มันใช่ Royal Enfield ถือเป็นตัวเลือกที่มองข้ามได้ยากทีเดียวครับ

ราคาที่เปิดตัว

  • Royal-Enfield INT 650 ราคาเริ่มที่ 5,799$ (คิดเป็นเงินไทยไม่รวมภาษี 1.88 แสนบาท) / 6,499$ รุ่นถังสีโครม (2.11 แสนบาท)  
  • Royal-Enfield Continental GT 650 เปิดราคาที่ 5,999$ (1.95 แสนบาท)
     
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ประสบการณ์สุดฟิน กับ Royal Enfield รุ่นเครื่องยนต์สองสูบ ที่ USA โพสต์เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11:11:25 5,587 อ่าน
TOP