รวมสารพัดเรื่องควรรู้เมื่อต้องขับรถในช่วงหน้าฝน-ลุยน้ำท่วม

ฝนตกต้องเปิดไฟอะไร กระจกเป็นฝ้าแก้ยังไง น้ำสูงแค่ไหนยังลุยได้ รถดับกลางน้ำต้องทำอย่างไร และรถน้ำท่วมประกันจ่ายไหม รวมครบทุกเรื่องที่คนใช้รถควรรู้ในช่วงหน้าฝน

ขับรถหน้าฝน

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ถนนลื่น ทัศนวิสัยแย่ และบางวันฝนตกหนักจนน้ำท่วมขังแบบไม่ทันตั้งตัว คนใช้รถจึงต้องเตรียมพร้อมมากกว่าปกติ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการเปิดไฟให้ถูกประเภทและการไล่ฝ้ากระจก ไปจนถึงการประเมินว่าน้ำสูงแค่ไหนที่รถยังลุยผ่านได้ ถ้ารถดับกลางน้ำหรือโดนน้ำท่วมไปแล้วต้องทำอย่างไร และประกันจะจ่ายหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมสารพัดเรื่องควรรู้เกี่ยวกับการขับรถหน้าฝนและการลุยน้ำท่วมมาฝากกัน

ขับรถตอนฝนตก เรื่องเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้น

1. ฝนตกต้องเปิดไฟอะไร และไฟแบบไหนไม่ควรเปิด

เมื่อฝนตก ไฟที่ควรเปิดคือไฟหน้าแบบไฟต่ำ ซึ่งจะทำให้ไฟท้ายติดขึ้นพร้อมกัน ช่วยให้เรามองเห็นทางชัดขึ้นและรถคันอื่นรู้ตำแหน่งของเรา แม้เป็นเวลากลางวันก็ควรเปิด เพราะเม็ดฝนและละอองน้ำลดการมองเห็นลงมาก การเปิดแค่ไฟวิ่งกลางวันอาจไม่พอ เพราะรถบางรุ่นไฟท้ายจะไม่ติดหากไม่ได้เปิดไฟต่ำ ส่วนไฟตัดหมอกควรใช้เฉพาะตอนฝนหนักหรือหมอกลงจัดจริง ๆ เพราะแสงจ้าอาจรบกวนรถคันอื่น

สิ่งที่หลายคนยังทำผิดคือเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถกำลังวิ่ง ซึ่งทำให้คันอื่นสับสนว่ารถจอดเสียหรือกำลังเคลื่อนที่ และยังใช้ไฟเลี้ยวบอกทิศทางไม่ได้ ส่วนไฟสูงก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นไกลขึ้น เพราะแสงจะสะท้อนกับเม็ดฝนจนมองเห็นแย่ลงกว่าเดิม

2. กระจกรถขึ้นฝ้า แก้ยังไงให้หายเร็ว

ขับรถหน้าฝน

ฝ้าบนกระจกเกิดจากไอน้ำควบแน่นเมื่ออุณหภูมิในรถและนอกรถต่างกันมาก ซึ่งเจอบ่อยช่วงฝนตกหรืออากาศชื้น วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือกดปุ่มไล่ฝ้ากระจกหน้า (Front Defogger) ที่มีสัญลักษณ์รูปกระจกกับเส้นลมพุ่งขึ้น ระบบจะเป่าลมไปที่กระจกและช่วยลดความชื้นในห้องโดยสาร ควรเปิดแอร์ควบคู่เพื่อดึงความชื้น ตั้งอุณหภูมิไม่ให้ต่างจากข้างนอกมากนัก และเลี่ยงการใช้โหมดหมุนเวียนอากาศภายในตลอดเวลา

ถ้าฝ้าเกาะด้านนอกกระจก ให้ใช้ที่ปัดน้ำฝนช่วยและปรับแอร์ให้อุ่นขึ้นเล็กน้อย ส่วนการป้องกันระยะยาวทำได้ด้วยการเช็ดกระจกด้านในให้สะอาด ไม่ทิ้งของเปียกไว้ในรถ และหมั่นตรวจไส้กรองแอร์

3. ไม่ได้ลุยน้ำ แต่ทำไมน้ำเข้ารถ

บางคนแค่จอดตากฝนหรือขับฝ่าฝนตามปกติ แต่กลับพบพรมเปียกหรือมีน้ำหยดในรถ สาเหตุที่พบบ่อยคือยางขอบประตูและยางกรอบกระจกเสื่อมตามอายุ โดยเฉพาะรถที่จอดตากแดดตากฝนเป็นประจำ หรือรถที่กระจกไม่มีกรอบ (Frameless) นอกจากนี้ยางขอบไฟท้ายที่เสื่อมอาจทำให้น้ำขังในช่องเก็บยางอะไหล่จนพรมท้ายเหม็นอับ

จุดอื่นที่ควรเช็กคือซีลฝาครอบแผ่นกรองอากาศห้องโดยสาร ท่อระบายน้ำตู้แอร์ที่อุดตันจนน้ำล้นลงพรมด้านหน้า ขอบยางรอบซันรูฟหรือมูนรูฟ รวมถึงรถที่เคยซ่อมหลังอุบัติเหตุมาไม่ดี ถ้าพบน้ำเข้ารถควรรีบหาจุดรั่วและแก้ไข ก่อนจะเกิดกลิ่นอับหรือเชื้อราตามมา

เมื่อเลี่ยงไม่ได้ ต้องขับรถลุยน้ำท่วม

4. น้ำสูงแค่ไหนยังลุยได้ และต้องปิดแอร์ไหม

ก่อนลุยน้ำควรประเมินระดับน้ำเทียบกับรถของตัวเอง ถ้าน้ำสูงไม่เกิน 20 เซนติเมตร หรือราวครึ่งล้อ รถเก๋งและกระบะทั่วไปยังผ่านได้ ช่วง 20-40 เซนติเมตร น้ำจะอยู่ระดับท่อไอเสียของรถเก๋ง ถ้าต้องลุยเป็นระยะทางไกลควรเลี่ยง ช่วง 40-60 เซนติเมตร รถเก๋งไม่ควรฝ่าไป มีเพียงกระบะที่ไม่ใช่ตัวเตี้ยที่ยังพอผ่านได้ และถ้าน้ำสูง 60-80 เซนติเมตร ถือว่าอันตรายกับรถทุกประเภท เพราะน้ำอาจเข้าช่องกรองอากาศจนเครื่องดับ

สำหรับคำถามยอดฮิตเรื่องแอร์ ถ้าน้ำสูงไม่เกินราว 10 เซนติเมตรยังเปิดแอร์ได้ แต่ถ้าสูงกว่านั้นควรปิดทันที เพราะพัดลมหน้าเครื่องอาจตีน้ำให้กระเด็นโดนระบบไฟฟ้า และใบพัดอาจเสียหายจากเศษขยะในน้ำ ระหว่างลุยให้ใช้เกียร์ต่ำ ขับช้า ๆ ไม่ให้เกิดคลื่น และเว้นระยะจากคันหน้ามากขึ้นเพราะเบรกที่แช่น้ำทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อพ้นน้ำแล้วให้แตะเบรกย้ำ ๆ ไล่น้ำออกจากผ้าเบรก และเมื่อถึงที่หมายไม่ควรดับเครื่องทันที

5. รถดับกลางน้ำท่วม ห้ามสตาร์ตซ้ำเด็ดขาด

หากรถดับขณะอยู่กลางน้ำ สิ่งแรกคือหยุดพยายามติดเครื่อง เพราะถ้าน้ำเข้าเครื่องยนต์แล้ว การสตาร์ตซ้ำอาจทำให้เครื่องและระบบไฟฟ้าเสียหายหนักกว่าเดิม จากนั้นเปิดไฟฉุกเฉินเตือนรถคันอื่น ถ้าปลอดภัยพอให้ออกจากรถไปยังจุดปลอดภัย แล้วติดต่อบริษัทประกัน ศูนย์บริการ หรือรถยก หากน้ำไม่สูงอาจเข็นรถไปที่แห้งได้ แต่ไม่ควรลงน้ำเมื่อกระแสน้ำแรงหรือมองไม่เห็นพื้นถนน

เมื่อนำรถพ้นน้ำแล้ว คนที่มีความรู้เรื่องรถอาจถอดขั้วแบตเตอรี่แล้วเปิดดูไส้กรองอากาศ ถ้าไส้กรองเปียกแปลว่าน้ำอาจเข้าถึงเครื่องยนต์ ห้ามสตาร์ตเด็ดขาด แต่ถ้าไม่มั่นใจ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือเรียกรถยกไปให้ช่างตรวจโดยเร็ว ส่วนใครที่ลุยน้ำมาแล้วรถไม่ดับ ก็ควรเช็กห้องโดยสาร หากเปียกให้ดูดน้ำ เปิดประตูระบายความชื้น และนำพรมออกไปตากให้แห้ง

รถโดนน้ำท่วม ต้องทำอย่างไร ประกันจ่ายไหม

6. น้ำท่วมรถ สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ห้ามทำ

ขับรถหน้าฝน

กรณีรถจอดอยู่แล้วโดนน้ำท่วม ให้ประเมินสถานการณ์และย้ายรถออกจากพื้นที่ทันทีที่ทำได้อย่างปลอดภัย พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน หากมีประกันที่คุ้มครองภัยน้ำท่วม ซึ่งปัจจุบันมีทั้งชั้น 1, 2 และ 3 ให้แจ้งบริษัทประกันได้เลยโดยไม่ต้องรอน้ำลด ส่วนสิ่งที่ห้ามทำคือพยายามสตาร์ตรถ ไม่ว่าจะเป็นรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า และไม่ควรปล่อยให้รถแช่น้ำนานเกินจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดสนิมและเชื้อราในห้องโดยสาร

หลังน้ำลด รถจะซ่อมแล้วใช้ต่อคุ้มหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเสียหาย ถ้าน้ำไม่ท่วมถึงพื้นด้านในและแช่ไม่นาน ส่วนใหญ่ยังซ่อมกลับมาใช้ได้ แต่ถ้าจมน้ำสูงและนาน อาจเจอปัญหาจุกจิกตามมาไม่จบ กรณีนี้ถ้ามีประกัน บริษัทส่วนใหญ่จะพิจารณาจ่ายราว 70-80% ของทุนประกัน

7. ขับรถลุยน้ำท่วมจนพัง เคลมประกันได้ไหม

ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ารถจอดอยู่เฉย ๆ แล้วเกิดน้ำท่วมฉับพลันจนย้ายไม่ทัน ประกันมักรับผิดชอบค่าซ่อม หรือจ่ายชดเชยตามทุนประกันหากเสียหายหนักจนไม่คุ้มซ่อม ทำนองเดียวกัน ถ้ากำลังขับอยู่แล้วฝนตกหนักจนรถติดอยู่ในน้ำท่วมขังโดยเลี่ยงไม่ได้ ประกันก็จะดูแลให้ แต่ถ้ารู้อยู่แล้วว่าเส้นทางข้างหน้าน้ำท่วมสูง มีประกาศหรือป้ายเตือน แล้วยังฝืนขับเข้าไปจนรถเสียหาย ประกันอาจปฏิเสธการเคลม

ประกันชั้น 1 ส่วนใหญ่คุ้มครองน้ำท่วม ขณะที่ชั้น 2+ และ 3+ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัท เมื่อต้องเคลมควรเก็บหลักฐานทั้งภาพถ่าย เวลาเกิดเหตุ และระดับน้ำ แล้วเตรียมกรมธรรม์ เล่มทะเบียนรถ บัตรประชาชน และใบขับขี่ไว้ให้พร้อม

8. คปภ. แบ่งความเสียหายรถน้ำท่วมเป็น 5 ระดับ

เพื่อให้การประเมินค่าซ่อมเป็นมาตรฐานเดียวกัน คปภ. ได้แบ่งความเสียหายของรถน้ำท่วมออกเป็น 5 ระดับตามความสูงของน้ำ เริ่มจากระดับ A ที่น้ำท่วมถึงพื้นรถ ประเมินค่าซ่อมไว้ราว 8,000-10,000 บาท ไล่ขึ้นไปเป็นระดับที่น้ำถึงเบาะนั่งและคอนโซลหน้า จนถึงระดับ E ที่รถจมน้ำทั้งคัน ซึ่งบริษัทประกันจะคืนทุนประกันให้

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพราะสุดท้ายอู่ประกันจะประเมินจากความเสียหายจริงอีกครั้งก่อนบริษัทประกันอนุมัติ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามสายด่วน คปภ. 1186

หน้าฝนเป็นช่วงที่ต้องเผื่อเวลาและเผื่อความปลอดภัยมากกว่าปกติ ก่อนออกเดินทางควรเช็กสภาพอากาศ ติดตามข่าวน้ำท่วม และตรวจสอบกรมธรรม์ว่าคุ้มครองน้ำท่วมและมีบริการรถยกฉุกเฉินหรือไม่ ถ้าเลี่ยงเส้นทางที่น้ำท่วมได้ก็ควรเลี่ยง เพราะรถเสียหายยังซ่อมได้ แต่ความปลอดภัยของคนในรถสำคัญที่สุด

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รวมสารพัดเรื่องควรรู้เมื่อต้องขับรถในช่วงหน้าฝน-ลุยน้ำท่วม โพสต์เมื่อ 25 กันยายน 2569 เวลา 17:52:39
TOP
x close