รวมวิธีแก้รถเหม็นอับหลังน้ำท่วม 8 ขั้นตอน ตั้งแต่ดูดน้ำ ตากพรม ฆ่าเชื้อ ไปจนถึงล้างแอร์ พร้อมข้อควรระวังก่อนลงมือ และสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาส่งศูนย์
ช่วงหน้าฝนที่หลายพื้นที่เจอน้ำท่วมขัง หลายคนจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำหรือจอดรถไว้ในจุดที่น้ำท่วมถึง พอน้ำลดลงแล้ว ปัญหาที่ตามมาแทบทุกคันคือรถเหม็นอับ กลิ่นคล้ายผ้าเปียกที่ตากไม่แห้ง และยิ่งเปิดแอร์ยิ่งได้กลิ่นชัด บางคนแก้ด้วยการวางน้ำหอมปรับอากาศ แต่ผ่านไปไม่กี่วันกลิ่นก็วนกลับมาใหม่ เพราะต้นตอที่แท้จริงยังซ่อนอยู่ใต้พรมและในระบบแอร์
กลิ่นอับในรถหลังน้ำท่วมไม่ได้แค่ทำให้ขับรถไม่สบายใจ แต่ยังเป็นสัญญาณว่ามีความชื้นและเชื้อราสะสมอยู่ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจลามไปถึงสนิมและปัญหาระบบไฟของรถยนต์ได้ วันนี้เราจึงรวบรวมสาเหตุ ข้อควรระวังก่อนลงมือ และวิธีไล่กลิ่นอับทีละขั้นตอนมาฝากกัน
รถเหม็นอับหลังน้ำท่วม เกิดจากอะไร ?
กลิ่นอับในรถหลังน้ำท่วมส่วนใหญ่มาจากเชื้อรา แบคทีเรีย และคราบสกปรกที่เติบโตในจุดที่ยังชื้นอยู่ โดยต้นตอหลัก ๆ มีดังนี้
-
แผ่นซับใต้พรมยังไม่แห้ง พรมพื้นรถมักมีแผ่นฟองน้ำหรือแผ่นซับเสียงรองอยู่ด้านล่าง ซึ่งอุ้มน้ำไว้ได้มาก แม้จะดูดน้ำที่ผิวพรมออกแล้ว ด้านล่างก็ยังชื้นอยู่และกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราชั้นดี
-
คราบโคลนและสิ่งปนเปื้อนจากน้ำท่วม น้ำท่วมไม่ใช่น้ำสะอาด แต่มีทั้งดินโคลน คราบน้ำมัน เชื้อแบคทีเรีย และบางครั้งอาจมีน้ำเสียปนมาด้วย เมื่อน้ำแห้งไปแล้วคราบเหล่านี้ยังค้างอยู่ในเนื้อพรมและซอกมุมต่าง ๆ
-
ฟองน้ำในเบาะดูดซับน้ำ ถ้าน้ำท่วมสูงถึงเบาะ ฟองน้ำด้านในจะเก็บความชื้นไว้นาน และยากต่อการทำให้แห้งสนิทด้วยการตากธรรมดา
-
ระบบแอร์และกรองแอร์อับชื้น คอยล์เย็นของแอร์มีน้ำควบแน่นเกาะอยู่แล้วตามปกติ เมื่อความชื้นในห้องโดยสารสูงขึ้นหรือกรองแอร์เปียกน้ำ เชื้อราจะเติบโตได้ง่ายและถูกพัดลมเป่ากลิ่นออกมาทางช่องแอร์
-
น้ำขังในจุดที่มองไม่เห็น เช่น หลุมยางอะไหล่ในท้ายรถ ช่องว่างในแผงประตู และใต้คอนโซลกลาง ซึ่งหลายคนมักลืมเช็กจนกลิ่นไม่ยอมหายเสียที
ดังนั้นการแก้รถเหม็นอับให้ได้ผลจึงต้องกำจัดความชื้นให้ถึงต้นตอ ไม่ใช่แค่กลบกลิ่นด้วยน้ำหอม
เช็กความปลอดภัยก่อนลงมือไล่กลิ่นอับ
ก่อนจะเริ่มทำความสะอาด ควรเช็กเรื่องความปลอดภัยของทั้งตัวรถและตัวเราให้เรียบร้อยก่อน เพราะรถที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมมาอาจมีความเสียหายที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่
-
อย่าเพิ่งลองสตาร์ตเครื่อง ถ้าน้ำท่วมถึงพื้นรถหรือสูงกว่านั้น น้ำอาจถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้จนเครื่องยนต์เสียหายหนัก และอาจทำให้ระบบไฟลัดวงจร ควรให้ช่างตรวจเช็กก่อน หรือเรียกรถยกไปที่อู่
-
ปลดขั้วแบตเตอรี่ สำหรับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ให้ปลดขั้วลบก่อนเพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร เพราะน้ำท่วมที่มีสิ่งสกปรกปนอยู่นำไฟฟ้าได้
-
รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดต้องระวังเป็นพิเศษ หากรถจมน้ำ ห้ามชาร์จไฟและห้ามแตะต้องชิ้นส่วนแรงดันสูง ให้จอดห่างจากตัวบ้านหรืออาคาร แล้วติดต่อศูนย์บริการของแบรนด์เพื่อตรวจแบตเตอรี่ก่อนใช้งาน
-
แจ้งบริษัทประกันก่อนรื้อหรือซ่อมเอง ถ้ามีประกันที่คุ้มครองภัยน้ำท่วม ให้เช็กเงื่อนไขในกรมธรรม์และแจ้งบริษัทประกันก่อน เพราะการรื้อหรือซ่อมไปก่อนอาจกระทบต่อการเคลมได้
-
ป้องกันตัวเองระหว่างทำความสะอาด สวมถุงมือยาง รองเท้าบูต และหน้ากากกรองละเอียด เช่น N95 เพราะน้ำท่วมอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน และสปอร์เชื้อราอาจระคายเคืองทางเดินหายใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด
วิธีแก้รถเหม็นอับหลังน้ำท่วม 8 ขั้นตอน
หัวใจของการไล่กลิ่นอับคือ "ยิ่งเร็วยิ่งดี" เพราะยิ่งปล่อยให้ความชื้นค้างอยู่นาน เชื้อราก็ยิ่งฝังลึกและกลิ่นก็ยิ่งเอาออกยาก ลองไล่ทำตามลำดับนี้
1. จอดในที่โล่ง เปิดประตูทุกบาน และขนของเปียกออก
นำรถไปจอดในที่โล่งที่มีแดดและลมพัดผ่าน เปิดประตู กระจก และฝาท้ายให้อากาศถ่ายเทมากที่สุด จากนั้นขนของทุกอย่างออกจากรถ ทั้งกระดาษ ผ้า ร่ม และของในท้ายรถ เพราะของที่เปียกน้ำจะอับและส่งกลิ่นไม่ต่างจากพรม
2. ดูดน้ำและโคลนออกให้เร็วที่สุด
ใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบดูดน้ำได้ (Wet & Dry) ดูดน้ำที่ขังบนพรมและในซอกต่าง ๆ ออกให้มากที่สุด แล้วใช้ผ้าแห้งกดซับซ้ำ เพราะน้ำที่แทรกอยู่ระหว่างพรมกับพื้นเหล็กแทบจะซับด้วยผ้าอย่างเดียวไม่ออก ถ้ามีโคลนหรือเศษใบไม้ ให้ตักและกวาดออกก่อนดูด
3. ถอดพรมและแผ่นซับใต้พรมออกมาตาก
ขั้นตอนนี้คือจุดที่หลายคนข้ามไป และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กลิ่นอับไม่หาย แผ่นซับใต้พรมอุ้มน้ำไว้มาก การดูดจากด้านบนจึงไม่มีทางทำให้แห้งสนิท ควรยกพรมขึ้นมาซักด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อรา แล้วตากแดดจัดหลายวันจนแห้งสนิท ส่วนแผ่นซับที่แช่น้ำนาน ๆ ควรเปลี่ยนใหม่ เพราะมักจะกลับมาขึ้นราได้อีก
การถอดพรมพื้นรถต้องถอดเบาะ คิ้วบันได และแผงบางส่วนออกก่อน ซึ่งใต้เบาะรถรุ่นใหม่ ๆ มักมีขั้วต่อถุงลมนิรภัยและเซนเซอร์ต่าง ๆ ถ้าไม่ชำนาญ แนะนำให้ร้านคาร์แคร์หรืออู่เป็นคนทำ
4. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นรถ เบาะ และแผงประตู
เมื่อยกพรมออกแล้ว ให้เช็ดพื้นรถด้วยน้ำยาทำความสะอาดผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ ตามด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง เพื่อกำจัดคราบโคลนและเชื้อโรคที่มากับน้ำท่วม เบาะผ้าควรซักด้วยเครื่องซักเบาะ ส่วนเบาะหนังให้ใช้น้ำยาสำหรับหนังโดยเฉพาะ อย่าลืมเช็ดแผงประตู เข็มขัดนิรภัย และซอกใต้คอนโซลด้วย
5. ไล่ความชื้นด้วยพัดลมหรือเครื่องลดความชื้นหลายวัน
หลังทำความสะอาด ให้เปิดประตูรถทิ้งไว้แล้วตั้งพัดลมเป่าเข้าห้องโดยสาร หรือใช้เครื่องลดความชื้นช่วย โดยควรทำต่อเนื่องหลายวันจนทุกส่วนแห้งสนิท ห้ามใช้เครื่องเป่าลมร้อนแรงสูงหรือฮีตเตอร์ เพราะอาจทำให้พลาสติกเสียรูป และในรถยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ จึงเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้
6. เช็กท้ายรถ หลุมยางอะไหล่ และรูระบายน้ำ
ยกพรมท้ายรถ ยางอะไหล่ และแม่แรงออกมา เพราะหลุมยางอะไหล่เป็นจุดที่น้ำชอบขังโดยไม่มีใครเห็น ล้างทำความสะอาดแล้วเป่าให้แห้งเหมือนห้องโดยสาร จากนั้นเช็กรูระบายน้ำใต้ประตูและรางระบายน้ำซันรูฟ (ถ้ามี) ว่าไม่มีเศษโคลนอุดตัน เพื่อไม่ให้น้ำย้อนกลับมาขังอีก
7. เปลี่ยนกรองแอร์และล้างคอยล์เย็น
กรองแอร์ที่เปียกน้ำหรือมีกลิ่นอับควรเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะการนำไปตากให้แห้งไม่ได้ฆ่าสปอร์เชื้อราที่ฝังอยู่ หากเปิดแอร์แล้วยังมีกลิ่นอับพุ่งออกมา แปลว่าเชื้อราอาจเกาะอยู่ที่คอยล์เย็น ซึ่งแก้เบื้องต้นได้ด้วยสเปรย์ทำความสะอาดคอยล์เย็นแบบฉีดผ่านช่องดูดอากาศ แต่ถ้ากลิ่นยังไม่หายควรให้ร้านแอร์รถยนต์ล้างตู้แอร์ และเช็กท่อน้ำทิ้งของแอร์ว่าไม่ตัน
เมื่อช่างตรวจระบบไฟแล้วว่าปลอดภัย การเปิดพัดลมแอร์แรงสุดโดยปิดปุ่ม A/C สักครู่ก่อนดับเครื่อง จะช่วยไล่ความชื้นที่ค้างในท่อลมได้ด้วย
8. ดูดกลิ่นที่ยังค้างด้วยเบกกิ้งโซดา ถ่าน หรือการอบโอโซน
เมื่อทุกอย่างแห้งสนิทแล้วแต่ยังมีกลิ่นจาง ๆ หลงเหลือ ให้โรยเบกกิ้งโซดาบนพรมและเบาะผ้าทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วดูดออก หรือวางถุงถ่านดูดกลิ่นไว้ใต้เบาะ สำหรับกลิ่นที่ฝังแน่น ร้านคาร์แคร์หลายแห่งมีบริการอบโอโซนซึ่งช่วยสลายโมเลกุลกลิ่นได้ แต่ระหว่างอบต้องไม่มีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ในรถ และต้องเปิดระบายอากาศให้นานพอก่อนใช้งาน นอกจากนี้การอบนานหรือบ่อยเกินไปอาจทำให้ยางขอบประตูและชิ้นส่วนยางเสื่อมเร็วขึ้น
ทำเองได้แค่ไหน เมื่อไหร่ควรส่งร้าน ?
ระดับน้ำที่เข้ารถเป็นตัวบอกคร่าว ๆ ว่ากลิ่นอับฝังลึกแค่ไหน และควรจัดการเองหรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ ลองเทียบจากตารางนี้
-
น้ำซึมเข้าพื้นรถเล็กน้อย พรมเปียกแต่ไม่ถึงเบาะ - ทำเองได้ตามขั้นตอนข้างต้น ถ้ายกพรมเองไม่ได้ให้ร้านคาร์แคร์ช่วย
-
น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง - ส่งร้านถอดเบาะและพรมออกมาซักอบแห้ง พร้อมเช็กระบบไฟใต้เบาะ
-
น้ำท่วมเกินเบาะถึงคอนโซลหรือแผงหน้าปัด - ส่งศูนย์บริการหรืออู่ประเมินความเสียหาย และแจ้งประกัน เพราะอาจซ่อมไม่คุ้ม
นอกจากระดับน้ำแล้ว ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ก็ควรส่งร้านเช่นกัน
-
ทำครบทุกขั้นตอนแล้วกลิ่นยังวนกลับมา แปลว่าอาจมีความชื้นค้างในจุดที่เข้าไม่ถึง เช่น ฟองน้ำในเบาะหรือตู้แอร์
-
เห็นคราบราหรือจุดดำบนเบาะ พรม หรือเพดาน เชื้อราลามมากแล้ว ควรทำความสะอาดแบบมืออาชีพ
-
มีไฟเตือนขึ้นหน้าปัดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานผิดปกติ เป็นสัญญาณว่าน้ำอาจเข้าระบบไฟ ต้องให้ช่างตรวจโดยเร็ว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเหม็นอับ
1. ใช้น้ำหอมปรับอากาศกลบกลิ่นอับในรถได้ไหม ?
ช่วยได้แค่ชั่วคราว เพราะน้ำหอมไม่ได้กำจัดความชื้นและเชื้อราที่เป็นต้นตอ และกลิ่นน้ำหอมที่ผสมกับกลิ่นอับอาจทำให้กลิ่นแย่ลงกว่าเดิม ควรทำความสะอาดและไล่ความชื้นให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยใช้น้ำหอมหลังจากกลิ่นอับหายไปแล้ว
2. ตากรถไว้นานแค่ไหนกลิ่นอับถึงจะหาย ?
ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับระดับน้ำที่เข้ารถ สภาพอากาศ และวิธีตาก แต่โดยทั่วไปควรตากต่อเนื่องหลายวันจนพรม แผ่นซับ และเบาะแห้งสนิทจริง ๆ วิธีเช็กง่าย ๆ คือใช้มือกดพรมและเบาะดู ถ้ายังรู้สึกเย็นชื้นแปลว่ายังไม่แห้ง
3. อบโอโซนรถอันตรายไหม ?
โอโซนความเข้มข้นสูงระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ จึงต้องอบในรถที่ไม่มีคนและสัตว์เลี้ยงอยู่ และเปิดระบายอากาศให้นานพอก่อนเข้าไปนั่ง อีกทั้งการอบบ่อยหรือนานเกินไปอาจทำให้ชิ้นส่วนยางในรถเสื่อมเร็วขึ้น จึงแนะนำให้ใช้บริการร้านที่มีอุปกรณ์และความชำนาญมากกว่าทำเอง
4. พรมแห้งแล้ว แต่เปิดแอร์ยังมีกลิ่นอับ เกิดจากอะไร ?
ส่วนใหญ่มาจากกรองแอร์ที่อับชื้นหรือเชื้อราที่เกาะอยู่บนคอยล์เย็น ลองเปลี่ยนกรองแอร์ก่อน ถ้ายังไม่หายให้ล้างคอยล์เย็นและเช็กท่อน้ำทิ้งของแอร์ว่าไม่อุดตัน
5. กลิ่นอับในรถอันตรายต่อสุขภาพไหม ?
สปอร์เชื้อราอาจทำให้ระคายเคืองจมูก ตา และทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด หากนั่งรถแล้วมีอาการไอ จาม คัดจมูก หรือหายใจไม่สะดวกบ่อย ๆ ควรรีบจัดการต้นตอของกลิ่น และปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น
สรุปแล้ว รถเหม็นอับหลังน้ำท่วมเกิดจากความชื้นและเชื้อราที่ค้างอยู่ใต้พรม ในเบาะ และในระบบแอร์ การแก้ให้หายจึงต้องเริ่มจากเอาน้ำออก ทำความสะอาด และทำให้ทุกส่วนแห้งสนิทให้เร็วที่สุด ตามด้วยเปลี่ยนกรองแอร์และดูดกลิ่นที่หลงเหลือ ส่วนรถที่น้ำท่วมถึงเบาะหรือสูงกว่านั้น ควรแจ้งประกันและส่งให้ช่างตรวจระบบไฟก่อนสตาร์ตเครื่อง เพราะความเสียหายที่มองไม่เห็นอาจรุนแรงกว่ากลิ่นอับหลายเท่า
บทความเรื่องน่ารู้รถยนต์เรื่องอื่น ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : ricksfreeautorepairadvice.com, knowhow.napaonline.com, wcpo.com, nbcsandiego.com,
motor1.com, chemicalguys.com, ecr.co.za, 7zap.com






