
ย้อนกลับช่วงงาน Motor Expo 2016 เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ของตลาด SUV ด้วย MG GS 2017 เครื่อง 1.5 ลิตรเทอร์โบ แถมราคาจำหน่ายคาบเกี่ยวรถซีดานซีเซ็กเมนต์ที่ 8.9 แสนบาท แน่นอนว่าการวางเครื่องยนต์ใหม่ที่ 1.5 ลิตรเทอร์โบ ย่อมเกิดข้อสงสัยขึ้นมา เครื่องแค่นี้จะอืดไหม ? อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเท่าไหร่ ? ขับแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ?

ซึ่งทีมงานกระปุกคาร์ก็ได้โอกาสเข้าร่วมทดสอบในทริปนี้ จะมาบอกเล่าถึงความรู้สึกจริง ๆ ที่ได้สัมผัสและขับขี่รถ MG GS 1.5T 2WD รุ่นย่อย X ให้ได้อ่านกันครับ

เริ่มแรกที่ได้สัมผัส MG GS เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ดีไซน์ภายนอกรถแยกไม่ออกเลยจากรุ่น 2.0 ลิตรเทอร์โบ แต่หากมองด้านข้างและสังเกตุไปที่ล้อ ก็จะพบว่ามีการเปลี่ยนลวดลายเป็น 5 ก้านคู่แบบธรรมดา ดูหวือหวาน้อยลง ขนาดไซส์เหลือ 17 นิ้ว ส่งผลให้ความสูงของรถต่ำลงประมาณ 10 มม. ด้วย แทบไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวรถ

ก้าวขึ้นห้องโดยสารยิ่งแล้วใหญ่ ทุกอย่างยังคงเหมือนกับ MG GS เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบทั้งหมด โดยรวมดูสปอร์ตด้วยเบาะโดยสารหุ้มหนังสีดำ ตกแต่งคอนโซลและฐานเกียร์ และที่จับประตูด้วยเปียโนแบล็ค ภาพรวมห้องโดยสารครึ่งล่างดีดำ ครึ่งบนเป็นสีครีมเพิ่มมิติในห้องโดยสารให้ดูกว้างขึ้น

หน้าจอมัลติฟังก์ชั่นขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ที่มีระบบทัชสกรีน จากที่ลองทดสอบเล่นดูลื่นตามนิ้ว และการประมวลผล เปลี่ยนเมนู ลื่นไหลกว่า (จากที่เคยทดสอบในรุ่น 2.0 เทอร์โบช่วงต้นปี 2559 บางครั้งมีปัญหามุมจอก็ทัชไม่ค่อยติด) ด้านคุณภาพเสียงให้แค่พอใช้ ลองปรับจูนอยู่หลายครั้ง เมื่อเปิดระบบ 3D Surround มิติเสียงมารอบด้านแต่เหมือนการฟังไกล ๆ เมื่อปิดเสียงชัดขึ้นแต่เนื้อเสียงแบน

แต่สิ่งที่เด่นจริง ๆ คือระบบ อินคาเน็ต (inkaNet) ที่อยู่ในของเอ็มจี มีการใส่ซิมอินเทอร์เน็ตจากทรูไว้ผูกเบอร์กับรถอย่างถาวร บอกเลยว่ารายละอียกการใช้งานเยอะมาก ขอยกเด่น ๆ มาบอกเล่ากันเช่น
- ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยกำหนดขอบเขตรัศมีการขับรถยนต์ สามารถกำหนดไว้ตั้งแต่ 500 เมตร ไปถึง 10 กิโลเมตร จากศูนย์กลาง ในกรณีรถออกนอกรัศมีขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนด ระบบจะแจ้งเตือนผ่าน Push notification และส่ง SMS
- เช็กสถานะการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบเบรก ระบบถุงลมเบื้องต้นได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น
- ตรวจสอบสถานะรถยนต์ โดยแจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบสถานะปัจจุบันของรถยนต์ว่าปิดอยู่หรือไม่ แจ้งระดับแบตเตอรี่ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและอุณหภูมิอากาศภายนอก
- การควบคุมการทำงานของรถยนต์ ด้วยการสั่งล็อค/ปลดล็อครถผ่านแอพพลิเคชั่น หรือสั่งให้รถเปิดไฟหน้า ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหารถในที่มืดได้ง่ายขึ้น
- การเตือนความผิดปกติของรถยนต์ โดยระบบจะแจ้งเตือนความผิดปกติผ่านทาง Push notification บนแอพพลิเคชั่น
- แชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านหน้าจอวิทยุรถยนต์
เครื่องยนต์บล็อกใหม่ล่าสุด 15E4E TGI-TECH ความจุกระบอกสูบ 1,490 ซี.ซี. ระบบหัวฉีดไดเรกอินเจกชั่น ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง E85 ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ (Twin Clutch) 7 สปีด

ด้านการขับขี่ต้องบอกเลยว่า เครื่องยนต์บล็อกนี้ทำงานได้ดีมากเพราะเทอร์โบทำงานได้ตั้งแต่รอบต่ำ เรียกแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ 1,700 รอบต่อนาที หมดปัญหาเร่งแซงขับแล้วลื่นไหลกว่าตัว 2.0 เทอร์โบด้วยซ้ำ ! ชุดเกียร์ 7 สปีดมีความถี่มากกว่าในเปลี่ยนระดับเกียร์ก็เป็นอีกตัวช่วยให้รถไม่อืด

อาการที่เราเคยบ่นไปในรุ่น 2.0 เทอร์โบ ก็บอกตรง ๆ ว่ายังมีให้เห็นแต่น้อยลง เช่นอาการแลคของคันเร่งในบ้างที่ที่ไม่สนองเท้า ในความเร็วเท่ากัน พวงมาลัยบางจังหวะเบา บางจังหวะหนัก การเปลี่ยนต่อเกียร์มีอาการกระตุกบ้างในรบางจังหวะ เรื่องทั้งหมดนี้เข้าใจได้ว่าเกิดจาก ECU ที่ควบคุมในแต่ละส่วนเป็นปัญหาทางซอร์ฟแวร์ที่ต้องแก้ไขปรับปรุงกัน

ด้านดีไซน์การใช้งานภายในห้องโดยสารที่ดูขาด ๆ เกิน ๆ ก็ยังเป็นอยู่เช่นเดิม ทั้งหมดนี้เราได้คุยกับทางเอ็มจีไปแล้ว และการปรับปรุงแก้ไขพาร์ทและระบบไฟภายในต้องใช้เวลาปรับปรุงกันพอสมควร ด้านอื่น ๆ การโดนสารในเบาะหลังไม่ค่อยสบายเท่าที่ควรด้วยตัวเบาะฟองน้ำแบนแข็ง

ด้านความรู้สึกทั้งขับและโดยสาร ตัวรถช่วงล่างมีความนุ่มนวลดีกว่าเดิม การโยนตัวรถมีน้อย เสียงภายในช่วงความเร็ว 120 กม./ชม ก็ได้ยินแต่ยางที่บดกับถนน ทั้งนี้ช่วง Q&A ก็มีการพูดถึง ซึ่งได้รับการอธิบายว่ามีปรับจูนช่วงล่างใหม่ให้เข้ากับกำลังเครื่องยนต์



หน้าจอมัลติฟังก์ชั่นขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ที่มีระบบทัชสกรีน จากที่ลองทดสอบเล่นดูลื่นตามนิ้ว และการประมวลผล เปลี่ยนเมนู ลื่นไหลกว่า (จากที่เคยทดสอบในรุ่น 2.0 เทอร์โบช่วงต้นปี 2559 บางครั้งมีปัญหามุมจอก็ทัชไม่ค่อยติด) ด้านคุณภาพเสียงให้แค่พอใช้ ลองปรับจูนอยู่หลายครั้ง เมื่อเปิดระบบ 3D Surround มิติเสียงมารอบด้านแต่เหมือนการฟังไกล ๆ เมื่อปิดเสียงชัดขึ้นแต่เนื้อเสียงแบน

- ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยกำหนดขอบเขตรัศมีการขับรถยนต์ สามารถกำหนดไว้ตั้งแต่ 500 เมตร ไปถึง 10 กิโลเมตร จากศูนย์กลาง ในกรณีรถออกนอกรัศมีขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนด ระบบจะแจ้งเตือนผ่าน Push notification และส่ง SMS
- เช็กสถานะการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบเบรก ระบบถุงลมเบื้องต้นได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น
- ตรวจสอบสถานะรถยนต์ โดยแจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบสถานะปัจจุบันของรถยนต์ว่าปิดอยู่หรือไม่ แจ้งระดับแบตเตอรี่ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและอุณหภูมิอากาศภายนอก
- การควบคุมการทำงานของรถยนต์ ด้วยการสั่งล็อค/ปลดล็อครถผ่านแอพพลิเคชั่น หรือสั่งให้รถเปิดไฟหน้า ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหารถในที่มืดได้ง่ายขึ้น
- การเตือนความผิดปกติของรถยนต์ โดยระบบจะแจ้งเตือนความผิดปกติผ่านทาง Push notification บนแอพพลิเคชั่น
- แชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านหน้าจอวิทยุรถยนต์
เครื่องยนต์บล็อกใหม่ล่าสุด 15E4E TGI-TECH ความจุกระบอกสูบ 1,490 ซี.ซี. ระบบหัวฉีดไดเรกอินเจกชั่น ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง E85 ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ (Twin Clutch) 7 สปีด

ด้านการขับขี่ต้องบอกเลยว่า เครื่องยนต์บล็อกนี้ทำงานได้ดีมากเพราะเทอร์โบทำงานได้ตั้งแต่รอบต่ำ เรียกแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ 1,700 รอบต่อนาที หมดปัญหาเร่งแซงขับแล้วลื่นไหลกว่าตัว 2.0 เทอร์โบด้วยซ้ำ ! ชุดเกียร์ 7 สปีดมีความถี่มากกว่าในเปลี่ยนระดับเกียร์ก็เป็นอีกตัวช่วยให้รถไม่อืด




สรุปส่วนตัวจากผู้ทดสอบ
ไม่รู้จะต้องซื้อ MG GS 2.0 เทอร์โบอีกทำไม ! คำนี้บอกได้หลายสิ่ง ภายรวมของรถ MG GS 2017 เครื่อง 1.5 ลิตรเทอร์โบทำได้ดีกว่าเกือบทุกด้าน จะแพ้ก็แค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ใช้) การเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.2 วินาที
ที่สำคัญอัตราสิ้นเปลืองที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋ามากขึ้น วิ่งจริงก็เฉลี่ยอัตราสิ้นเปลือง 11 กม./ลิตร เมื่อเอ็มจีจัดแข่งวิ่งประหยัดน้ำมัน ระยะทางประมาณ 114 กม. จากขอนแก่นไปอุดรธานี มีเวลาควบคุมประมาณ 1 ชม. 20 นาที และผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมก็ต้องทำความเร็วเฉลี่ย 100 กม./ชม. เนื่องจากเจอทั้งด่านตรวจและแยกไฟแดง
ผลปรากฎว่าคนที่เล่นกิจกรรมก็ได้ค่าเฉลี่ยสิ้นเปลืองเกิน 17 กม./ลิตร ทั้งสิ้น รถที่ชนะการแข่งขันได้ 23.34 กม./ลิตร !!!!! เมื่อนำรถทุกคันมาหาค่าเฉลี่ยได้ 17.24 กม./ลิตร เห็นไหมครับว่าค่าสิ้นเปลืองดีกว่ารุ่น 2.0 ลิตรเทอร์โบเกือบเท่าตัว... จากที่เราเคยดูค่าสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเอาไว้

ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจเป็นไลฟ์สไตล์ผมอาจไม่ไม่ต้องไปเข้าป่า ขึ้นเขาอะไรบ่อยนัก ถ้าแค่ทางลูกรัง 1.5 ลิตรเทอร์โบก็เอาอยู่แน่ ๆ จากช่วงล่างที่ยกสูงและพละกำลังรถ
ที่สำคัญราคารถ MG GS รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ เป็นมิตรเอามาก ๆ ด้วย ตัดแค่ฟีเจอร์เช็กความดันลมยางออก
- MG GS 1.5 D ราคา 890,000 บาท
- MG GS 1.5 X ราคา 990,000 บาท ** รุ่นที่ใช้ทดสอบ
ขอขอบคุณผู้บริหารและฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญกระปุกคาร์เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

















ไม่รู้จะต้องซื้อ MG GS 2.0 เทอร์โบอีกทำไม ! คำนี้บอกได้หลายสิ่ง ภายรวมของรถ MG GS 2017 เครื่อง 1.5 ลิตรเทอร์โบทำได้ดีกว่าเกือบทุกด้าน จะแพ้ก็แค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ใช้) การเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.2 วินาที
ที่สำคัญอัตราสิ้นเปลืองที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋ามากขึ้น วิ่งจริงก็เฉลี่ยอัตราสิ้นเปลือง 11 กม./ลิตร เมื่อเอ็มจีจัดแข่งวิ่งประหยัดน้ำมัน ระยะทางประมาณ 114 กม. จากขอนแก่นไปอุดรธานี มีเวลาควบคุมประมาณ 1 ชม. 20 นาที และผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมก็ต้องทำความเร็วเฉลี่ย 100 กม./ชม. เนื่องจากเจอทั้งด่านตรวจและแยกไฟแดง
ผลปรากฎว่าคนที่เล่นกิจกรรมก็ได้ค่าเฉลี่ยสิ้นเปลืองเกิน 17 กม./ลิตร ทั้งสิ้น รถที่ชนะการแข่งขันได้ 23.34 กม./ลิตร !!!!! เมื่อนำรถทุกคันมาหาค่าเฉลี่ยได้ 17.24 กม./ลิตร เห็นไหมครับว่าค่าสิ้นเปลืองดีกว่ารุ่น 2.0 ลิตรเทอร์โบเกือบเท่าตัว... จากที่เราเคยดูค่าสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเอาไว้

ที่สำคัญราคารถ MG GS รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ เป็นมิตรเอามาก ๆ ด้วย ตัดแค่ฟีเจอร์เช็กความดันลมยางออก
- MG GS 1.5 D ราคา 890,000 บาท
- MG GS 1.5 X ราคา 990,000 บาท ** รุ่นที่ใช้ทดสอบ
ขอขอบคุณผู้บริหารและฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญกระปุกคาร์เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

















