Kapook.com

ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง จริงหรือ ? เปิดสถิติและงานวิจัย ใครเสี่ยงอุบัติเหตุมากกว่ากัน

แก้ไขเมื่อ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 17:21 น.

ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง จริงหรือ ? เปิดสถิติและงานวิจัย ใครเสี่ยงอุบัติเหตุมากกว่ากัน

แก้ไขเมื่อ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 17:21 น.

ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง จริงหรือแค่คำพูดติดปาก ชวนดูสถิติอุบัติเหตุและงานวิจัยที่ให้คำตอบชัดกว่าความเชื่อ

ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง เป็นประโยคที่หลายคนได้ยินจนชินหู ทั้งในวงสนทนา คอมเมนต์ใต้คลิปไวรัลบนท้องถนน หรือแม้แต่มุกที่พูดกันเล่น ๆ ตอนเห็นรถจอดเบี้ยวในลานจอด จนบางคนเชื่อไปแล้วว่าเพศมีผลต่อฝีมือการขับรถยนต์จริง ๆ

แต่ถ้าลองเปิดสถิติอุบัติเหตุและงานวิจัยต่าง ๆ แล้ว คำตอบกลับซับซ้อนกว่าที่คิดมาก มีทั้งเรื่องที่ผู้ชายทำได้ดีกว่า เรื่องที่ผู้หญิงทำได้ดีกว่า และเรื่องที่ภาพจำนี้กลับทำร้ายคนขับเสียเอง วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาไขข้อสงสัยกันว่าความเชื่อนี้จริงแค่ไหน และใครเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากกว่ากันแน่

ความเชื่อว่าผู้หญิงขับรถไม่เก่ง มาจากไหน ?

ก่อนจะไปดูตัวเลข ลองย้อนดูกันก่อนว่าภาพจำนี้ถูกสร้างและตอกย้ำมาได้อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับสังคมและวิธีคิดของคนมากกว่าฝีมือการขับจริง

1. ผู้ชายได้จับพวงมาลัยก่อนและบ่อยกว่า

ในอดีตอาชีพที่ต้องขับรถอย่างคนขับรถบรรทุก แท็กซี่ หรือนักแข่งรถ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ในหลายครอบครัวคนที่ได้หัดขับรถก่อนก็มักเป็นลูกชายหรือพ่อ ผู้หญิงจำนวนมากจึงเริ่มขับรถช้ากว่าและมีชั่วโมงบินน้อยกว่า ความต่างของประสบการณ์ตรงนี้ถูกตีความรวบรัดว่าเป็นความต่างของเพศ

ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง

2. สมองชอบจำเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่าอคติยืนยันความเชื่อ (Confirmation Bias) เมื่อเห็นผู้หญิงขับรถพลาด หลายคนสรุปทันทีว่า "ผู้หญิงก็แบบนี้" แต่เมื่อเห็นผู้ชายขับรถแย่ กลับมองว่าเป็นปัญหาของคนคนนั้น ไม่ได้เหมารวมทั้งเพศ ภาพจำจึงถูกตอกย้ำซ้ำไปเรื่อย ๆ แม้ข้อมูลจริงจะไม่ได้เป็นแบบนั้น

3. มุกตลกและคลิปไวรัลช่วยกันผลิตซ้ำ

มุกเรื่องผู้หญิงจอดรถไม่เป็นหรือถอยรถไม่ได้ ถูกเล่าต่อกันมาหลายรุ่นทั้งในภาพยนตร์ โฆษณา และโซเชียลมีเดีย คลิปที่ถูกแชร์มักถูกตั้งชื่อตามเพศของคนขับ ทั้งที่ความผิดพลาดแบบเดียวกันเกิดได้กับทุกคน เมื่อได้ยินบ่อยเข้าก็กลายเป็นความเชื่อที่ไม่มีใครตั้งคำถาม

ตามสถิติแล้ว ผู้ชายหรือผู้หญิงเสี่ยงอุบัติเหตุกว่ากัน ?

ถ้าวัดจากอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิต ข้อมูลส่วนใหญ่ชี้ไปทางเดียวกันว่าผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่า โดยทั่วไปแล้วผู้ชายจะมีโอกาสเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าผู้หญิงราว 3 เท่า

1. ต่อระยะทางเท่ากัน ผู้ชายก็ยังเสี่ยงกว่า

หลายคนแย้งว่าผู้ชายเกิดอุบัติเหตุมากเพราะขับรถมากกว่า แต่เมื่อคำนวณเป็นอัตราต่อระยะทางที่ขับจริง ผลคือผู้ชายเกิดอุบัติเหตุถึงชีวิต 2.8 ครั้งต่อ 100 ล้านไมล์ ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 1.9 ครั้ง หรือสูงกว่าราว 48% แม้จะเทียบที่ระยะทางเท่ากันแล้วก็ตาม

2. ช่องว่างกว้างที่สุดในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว

ผู้ขับขี่ชายอายุ 16-19 ปี เกิดอุบัติเหตุถึงชีวิต 9.2 ครั้งต่อ 100 ล้านไมล์ เทียบกับผู้หญิงวัยเดียวกันที่ 5.2 ครั้ง ส่วนช่วงอายุ 20-29 ปี อยู่ที่ 7.0 และ 3.2 ครั้งตามลำดับ ช่องว่างนี้แคบลงในวัย 30-69 ปี และกลับด้านในกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้หญิงมีอัตราสูงกว่าเล็กน้อย (3.4 เทียบกับ 2.9 ครั้ง) แปลว่าอายุและประสบการณ์มีผลไม่น้อยไปกว่าเพศ

3. พฤติกรรมเสี่ยงคือตัวแปรที่แท้จริง

ผู้ชายมีแนวโน้มขับเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่คาดเข็มขัดนิรภัยมากกว่า อุบัติเหตุที่มีผู้ชายเป็นคนขับจึงมักรุนแรงกว่า ตัวเลขจึงสะท้อนพฤติกรรมบนถนนมากกว่าทักษะการบังคับรถ

ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง

4. ผู้หญิงเสี่ยงน้อยกว่า แต่บาดเจ็บหนักกว่าเมื่อชน

งานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่คาดเข็มขัดนิรภัยมีโอกาสบาดเจ็บสาหัสในการชนด้านหน้าสูงกว่าผู้ชายถึง 73% โดยมีสาเหตุมาจากความต่างด้านสรีระและการทดสอบการชนที่ยังอิงร่างกายผู้ชายเป็นหลัก ซึ่งมีส่วนทำให้ระบบป้องกันในรถทำงานได้ไม่เท่ากัน แต่ความแตกต่างนี้จะน้อยลงในรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบระบบป้องกันดีขึ้น

ทักษะที่ต่างกันจริง แต่ไม่ได้แปลว่าใครเก่งกว่า

ใช่ว่าผู้ชายกับผู้หญิงจะขับรถเหมือนกันทุกอย่าง เพราะงานวิจัยพบความต่างอยู่จริงในบางทักษะ แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้ว ความต่างนั้นมักเป็นเรื่องสไตล์และความมั่นใจมากกว่าฝีมือ

1. การจอดรถ ผู้ชายเร็วกว่า แต่ผู้หญิงจอดตรงกว่า

จากที่เคยมีการสำรวจผู้ขับขี่ราว 2,500 คนในลานจอดจริง พบว่าผู้หญิงใช้เวลาจอดเฉลี่ยนานกว่าผู้ชาย แต่ผู้หญิงจอดรถได้ตรงกลางช่องมากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการสำรวจของภาคธุรกิจ ไม่ใช่งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการ

2. สอบใบขับขี่ ผู้ชายผ่านภาคปฏิบัติมากกว่า ผู้หญิงผ่านภาคทฤษฎีมากกว่า

รายงานของสถาบันวิจัยด้านการขนส่งของอังกฤษ ยืนยันว่าในสหราชอาณาจักร ผู้ชายสอบผ่านภาคปฏิบัติด้วยรถยนต์ในอัตราที่สูงกว่าผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้หญิงสอบผ่านภาคทฤษฎีในอัตราที่สูงกว่าผู้ชาย

จากการสัมภาษณ์ผู้คุมสอบ ครูสอนขับรถ และผู้เรียน พบว่าผู้หญิงทำข้อสอบทฤษฎีได้ดีกว่าเพราะเตรียมตัวมามากกว่า ส่วนสมมติฐานที่ผู้ชายผ่านภาคปฏิบัติมากกว่า คือผู้ชายมีความมั่นใจสูงกว่า และได้รับผลกระทบจากความเครียดหรือท่าทีของผู้คุมสอบน้อยกว่า

3. ความมั่นใจ ไม่เท่ากับความปลอดภัย

จะเห็นว่าความมั่นใจช่วยให้จอดรถเร็วขึ้นและสอบผ่านง่ายขึ้น แต่สถิติในหัวข้อก่อนหน้าก็บอกว่าผู้ชายซึ่งสอบผ่านมากกว่า กลับเกิดอุบัติเหตุถึงชีวิตมากกว่าเมื่อเทียบที่ระยะทางเท่ากัน ความมั่นใจที่มากเกินไปอาจทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำไป จนนำไปสู่การขับเร็วหรือแซงในจังหวะอันตราย ส่วนความระมัดระวังที่มากกว่าแม้จะดูช้า แต่ก็มักแลกมาด้วยความปลอดภัย

คำพูด "ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง" ทำให้ขับแย่ลงได้จริง

เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ภาพจำนี้ไม่ได้เป็นแค่มุกขำ ๆ แต่ส่งผลต่อการขับรถได้จริง โดยนักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Stereotype Threat" หรือภาวะที่คนรู้สึกกดดันว่าตัวเองอาจถูกมองตามภาพเหมารวมเชิงลบ จนทำได้แย่กว่าความสามารถจริง

1. ถูกย้ำภาพจำ ความผิดพลาดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

เคยมีงานวิจัยของที่ให้ผู้หญิงทดลองขับรถในเครื่องจำลองการขับขี่ กลุ่มที่ถูกเตือนถึงภาพจำว่าผู้หญิงขับรถไม่ดี มีโอกาสชนคนที่เดินตัดหน้ารถมากกว่ากลุ่มที่ไม่ถูกเตือนถึงกว่า 2 เท่า แถมยังประเมินฝีมือการขับของตัวเองต่ำลงด้วย

2. ความกังวลแย่งสมาธิไปจากถนน

ทีมวิจัยพบว่าผลกระทบของภาพจำนี้รุนแรงพอ ๆ กับการให้คนขับทำงานอื่นไปพร้อมกับการขับรถ สะท้อนว่าความกังวลว่าจะถูกตัดสินไปแย่งพื้นที่ในสมองที่ควรใช้จดจ่อกับถนน โดยมีตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอคติเรื่องการจอดรถของผู้หญิง อาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผลการจอดแย่ลงได้อีกทาง การแซวกันเล่น ๆ ระหว่างขับรถจึงมีผลมากกว่าที่คิด

ขับรถเก่งจริงขึ้นอยู่กับอะไร ถ้าไม่ใช่เพศ ?

เมื่อดูจากข้อมูลทั้งหมด ปัจจัยที่ทำให้คนหนึ่งขับรถได้ปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่เพศ แต่อยู่ที่ประสบการณ์และพฤติกรรมบนถนน ซึ่งทุกคนฝึกและปรับได้

  • ชั่วโมงบินและการฝึกซ้อม ทักษะอย่างการกะระยะหรือการถอยจอด ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกซ้ำ ๆ ใครที่ไม่ค่อยได้ขับ ลองฝึกในลานจอดที่คนน้อยก่อนออกถนนจริง

  • ใช้ความเร็วที่เหมาะสม ความเร็วเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถึงชีวิตเพิ่มขึ้น

  • ไม่ดื่มแล้วขับ ความเสี่ยงเริ่มเพิ่มตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดต่ำ ๆ และเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อถึงระดับ 0.04 กรัมต่อเดซิลิตร ทางที่ดีที่สุดคือไม่ดื่มเลยถ้าต้องขับรถ

  • วางมือถือให้ห่างมือ ผู้ที่ใช้มือถือระหว่างขับรถมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าราว 4 เท่า และการคุยแบบไม่ต้องถือเครื่องก็ไม่ได้ปลอดภัยกว่ามากนัก

  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตของผู้โดยสารในรถได้สูงสุดราว 50%

  • ปรับเบาะและพวงมาลัยให้เข้ากับสรีระ นั่งห่างจากพวงมาลัยพอดี ปรับพนักพิงศีรษะให้ตรงระดับศีรษะ และคาดเข็มขัดให้พาดผ่านไหล่และสะโพก ช่วยให้ถุงลมนิรภัยและเข็มขัดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

  • ประเมินฝีมือตัวเองตามจริง ไม่มั่นใจเกินจนประมาท และไม่กลัวจนลังเลกลางถนน หากยังไม่มั่นใจ การเรียนคอร์สขับขี่ปลอดภัยเพิ่มเติมก็เป็นทางเลือกที่ดี

สรุปแล้ว ความเชื่อว่าผู้หญิงขับรถไม่เก่งไม่ได้มีหลักฐานรองรับอย่างที่หลายคนคิด ผู้ชายอาจจอดรถเร็วกว่าและสอบภาคปฏิบัติผ่านมากกว่า แต่เมื่อดูที่ความปลอดภัย ผู้ชายกลับเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมากกว่าแม้เทียบที่ระยะทางเท่ากัน เพราะขับเร็วและดื่มแล้วขับมากกว่า ส่วนผู้หญิงแม้จะเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็บาดเจ็บหนักกว่าเมื่อเกิดเหตุ และยังต้องแบกแรงกดดันจากคำสบประมาทที่ทำให้ขับแย่ลงได้จริง สิ่งที่ตัดสินว่าใครขับรถปลอดภัยจึงเป็นประสบการณ์ ความเร็ว สมาธิ และวินัยบนถนน ไม่ใช่เพศของคนหลังพวงมาลัย

รวมรูปภาพ ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง จริงหรือ ? เปิดสถิติและงานวิจัย ใครเสี่ยงอุบัติเหตุมากกว่ากัน

ผู้หญิงขับรถไม่เก่งผู้หญิงขับรถไม่เก่ง

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ