Bentley Torcal รถ SUV ไฟฟ้า 100% มอเตอร์คู่สูงสุด 888 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ ชาร์จเร็ว 400 kW เติมระยะทาง 161 กม. ใน 7 นาที ราคาเริ่มต้น 13.89 ล้านบาท
Bentley Torcal รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% ตัวรถยาว 5 เมตร มาพร้อมภาษาการออกแบบใหม่ที่ยังคงดีเอ็นเอของแบรนด์ ภายในเปิดตัววัสดุใหม่อย่างผ้าขนแกะเมอริโนแท้ 100% และไม้ Ombré Walnut ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสูงสุด 888 แรงม้า (PS) แรงบิด 1,350 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ 113 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 600 กม. และมีเรดาร์ เซ็นเซอร์ และกล้องรอบคันรวม 25 ตัวคอยช่วยขับและช่วยจอด ใครที่อยากรู้ว่ารถคันนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ตามไปดูกันเลย
Bentley Torcal ดีไซน์ภายนอก
Bentley Torcal ออกแบบโดยทีมงานที่เมืองครูว์ (Crewe) ซึ่งนำโดย Robin Page ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ตั้งใจให้เป็นเอสยูวีทรงโฉบเฉี่ยวที่มาพร้อมภาษาการออกแบบใหม่ เน้นสัดส่วนฐานล้อยาว ช่วงยื่นหน้าและหลังสั้น ด้านหน้าดูสง่า และฝากระโปรงแบบ Endless Bonnet ที่ช่วยขับเน้นความยาวของตัวรถ ตัวถังยาว 5 เมตร ถือเป็นรถ 4 ประตูที่กะทัดรัดที่สุดของแบรนด์
ด้านหน้าหยิบกลิ่นอายจาก Continental T รถรุ่นตำนานของแบรนด์ มาตีความใหม่ผ่านระบบไฟส่องสว่างรุ่นใหม่ และกระจังหน้าลายเพชรแบบเรืองแสงได้ ลวดลายรูปเพชรนี้ยังถูกสอดแทรกไว้ทั่วทั้งคัน บางจุดเห็นชัด บางจุดซ่อนอยู่ในพื้นผิวและลวดลาย นอกจากนี้ Torcal ยังเป็นเบนท์ลีย์รุ่นแรกที่ใช้โลโก้ดีไซน์ใหม่ของแบรนด์
ด้านข้างตัดเส้นสายที่ไม่จำเป็นออก ให้พื้นผิวและสัดส่วนเป็นตัวเล่าเรื่อง ห้องโดยสารค่อย ๆ ลาดลงไปทางด้านหลัง ทำให้ตัวถังเหนือซุ้มล้อหลังดูบึกบึน ซึ่งทีมออกแบบเปรียบว่าเหมือน Resting Beast หรือสัตว์ร้ายที่กำลังพักผ่อน ประตูทั้ง 4 บานเป็นประตูไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยเรดาร์และเปิด-ปิดเองได้ ส่วนด้านท้ายใช้เส้นกราฟิกเรียบง่ายเป็นทรงโล่ Prestigious Shield ที่เคยโชว์มาแล้วในรถต้นแบบ EXP 15 ล้ออัลลอยมีให้เลือก 5 ดีไซน์ รุ่นมาตรฐานใช้ล้อ 21 นิ้ว และมีล้อ 22 นิ้วเป็นออปชันอีก 3 แบบ รวมถึงล้อที่ออกแบบเพื่ออากาศพลศาสตร์โดยเฉพาะ ส่วนยางมีให้เลือกทั้งขนาด 21 และ 22 นิ้ว รวมถึงยาง All-season ขนาด 22 นิ้ว
Bentley Torcal ภายในห้องโดยสาร
ภายในของ Bentley Torcal ยังคงแผงหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากโลโก้ Bentley Wings จัดวางแบบสมมาตร พร้อมพื้นผิวเรียบที่เปิดให้วัสดุแท้อย่างหนัง ผ้าขนสัตว์ ไม้วีเนียร์ และอะลูมิเนียมโชว์เสน่ห์ได้เต็มที่ ปุ่มควบคุมและช่องแอร์ทรงกลมได้รับการออกแบบใหม่ โดยยังคงปุ่มกดจริงไว้ที่คอนโซลกลางและพวงมาลัย ส่วนหน้าจอเป็น OLED แบบโค้ง ให้สีดำสนิทและสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีหลังคาซันรูฟกระจกดีไซน์ Frosted Diamond ที่ปรับความโปร่งแสงได้ตามต้องการ
เบาะออกแบบใหม่ทั้งหมด รุ่นมาตรฐานปรับไฟฟ้า 16 ทิศทาง มีทั้งระบบปรับอุณหภูมิเบาะ ระบายอากาศ ปีกเบาะปรับได้ และฟังก์ชันนวดแบบใหม่ ใครที่เดินทางไกลบ่อยเลือกออปชัน Postural Adjust ที่ค่อย ๆ ปรับรูปทรงเบาะเพื่อกระจายแรงกดทับ และ Smart Seat Climate ที่คุมอุณหภูมิผู้โดยสารให้คงที่ตามที่ตั้งไว้ได้ ส่วนแพ็กเกจ Wellness Seat Specification จะขยายระบบนวดจากพนักพิงลงมาถึงเบาะรองนั่ง นวดได้ทั้งขา หลัง และหัวไหล่ เบาะหลังนั่งได้ 3 คนและพับได้ด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถเบนท์ลีย์ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 460 ลิตร และมีพื้นที่เก็บของด้านหน้าอีก 90 ลิตร
ด้านวัสดุ เบนท์ลีย์จับมือกับ Fox Brothers บริษัททอผ้าขนแกะจากซอมเมอร์เซ็ตที่ทำมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 พัฒนาผ้าขนแกะเมอริโนแท้ 100% สำหรับใช้ในรถยนต์เป็นครั้งแรกของโลก และเป็นผ้าขนแกะสำหรับรถยนต์ชนิดแรกที่ผ่านมาตรฐาน Responsible Wool Standard (RWS) อีกหนึ่งไฮไลต์คือพื้นผิว Ombré Walnut by Mulliner ที่นำเศษไม้วอลนัทและกระดาษคราฟต์รีไซเคิลมาอัดซ้อนกันมากถึง 1,000 ชั้น แล้วตัดให้บางไม่ถึง 1 มม. ไล่เฉดวอลนัท 4 เฉดจากดำเข้มไปจนถึงเทาอ่อน และแผงตกแต่ง Sunburst Aluminium จาก Bentley Mulliner ที่ตีความใหม่แผงหน้าปัดอะลูมิเนียมขัดเงาแบบ Engine-turned ของเบนท์ลีย์ในอดีต เลือกหนังแท้โทน Olive Tan ได้ 15 เฉด (เฉดใหม่คือ Teal, Terra และ Glaze) วัสดุ Dinamica 15 เฉด ผ้าเมอริโน 5 เฉด วีเนียร์ 6 แบบ พื้นผิวแบบ Technical 2 แบบ และพื้นผิวแบบ Piano 6 เฉด ได้แก่ Black, Gravity Grey, Linen, Teal, Imperial Blue และ Cricket Ball
ระบบเสียงมีให้เลือก 2 แบบ คือชุด 620W ลำโพง 16 ตัว และชุดที่พัฒนาร่วมกับ Naim กำลังขับ 1,780W ลำโพง 28 ตัว ที่มีระบบสั่นที่เบาะ (Kinaesthetic Seat Shakers) ลำโพงที่พนักพิงศีรษะคู่หน้า และรองรับ Dolby Atmos 7.1 นอกจากนี้ยังมี Experience Modes 4 แบบ ได้แก่ Bentley, Comfort, Sport และ Refresh ที่ปรับแสง สี เสียง แอร์ การไหลเวียนอากาศ และข้อมูลดิจิทัลไปพร้อมกัน เช่น โหมด Comfort ซ่อนข้อมูลที่ไม่จำเป็นบนจอเพื่อลดสิ่งรบกวน ส่วนโหมด Refresh เพิ่มการหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์และปรับแสงในห้องโดยสารให้สว่างขึ้น
Bentley Torcal เครื่องยนต์และสมรรถนะ
Bentley Torcal เป็นเบนท์ลีย์รุ่นแรกที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน ใช้มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร 2 ตัว มอเตอร์ด้านหน้าใช้เฟืองท้ายแบบเปิด ส่วนมอเตอร์ด้านหลังใช้เฟืองท้ายแบบล็อกได้ พร้อมคลัตช์แบบหลายแผ่นที่เพลาส่งกำลังแต่ละตัว แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย ดังนี้
-
Torcal (รุ่นมาตรฐาน) กำลัง 821 แรงม้า (PS) หรือประมาณ 604 kW แรงบิด 1,194 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
-
Torcal S กำลัง 888 แรงม้า (PS) หรือประมาณ 653 kW แรงบิด 1,350 นิวตันเมตร (เมื่อใช้ Launch Control) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม.
ที่น่าสนใจคือทีมพัฒนาตั้งใจหยุดอัตราเร่งไว้ที่ระดับนี้ เพราะข้อมูลพบว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายตัวกับการออกตัวที่รุนแรงกว่านี้ แบตเตอรี่เป็นลิเทียมไอออนแบบ Pouch Cell จำนวน 192 เซลล์ แรงดัน 800V ความจุสุทธิ 113 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 600 กม. รองรับการชาร์จด้วยกำลังไฟ 400 kW เติมไฟจาก 10-80% ได้ในเวลาไม่ถึง 20 นาที หรือเติมระยะทางได้ 161 กม. ใน 7 นาที
ช่วงล่างเป็นแบบแอ็กทีฟเต็มรูปแบบครั้งแรกของเบนท์ลีย์ คู่กับโช้คอัพปรับได้สองวาล์ว โช้คอัพแต่ละตัวยกหรือกดตัวได้อิสระตามสภาพถนนและการควบคุมของผู้ขับ จึงไม่ต้องใช้เหล็กกันโคลง และมีระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อเป็นมาตรฐาน ล้อหลังเลี้ยวได้สูงสุด 5 องศา ทำให้รัศมีวงเลี้ยวเหลือ 11.1 เมตร โดย Torcal นุ่มสบายเทียบเท่า Flying Spur และคล่องตัวไม่ต่างจาก Continental GT Speed ระบบเบรกมาตรฐานใช้จานเหล็กหน้า 420 มม. หลัง 370 มม. และอัปเกรดเป็นเบรกเซรามิก Carbon Silicon Carbide (CSiC) จานหน้า 440 มม. หลัง 410 มม. ได้ คาลิปเปอร์เบรกมีสีดำ แดง และเทา และมีสีพิเศษอีก 3 สีผ่านบริการ Bentley Mulliner
อีกจุดที่ไม่เหมือนรถไฟฟ้าทั่วไปคือเสียงขับเคลื่อน Bentley Dynamic Symphony ที่สร้างจากเครื่องดนตรีจริงอย่างกลอง ไวโอลา และกีตาร์เบส โดยอิงจังหวะของเครื่องยนต์ V8 เสียงจะเปลี่ยนไปตามแรงบิดที่ผู้ขับต้องการและความเร็วของรถ ดังขึ้นในโหมด Sport และปิดได้หากอยากขับแบบเงียบ ๆ
Bentley Torcal เทคโนโลยีและความปลอดภัย
Bentley Torcal ติดตั้งเรดาร์ เซ็นเซอร์ และกล้องรวม 25 ตัวรอบคัน เพื่อส่งข้อมูลให้ระบบช่วยขับขี่ ADAS และระบบช่วยจอด ตัวอย่างเช่น เมื่อเจอสิ่งกีดขวางบนถนนแคบ รถสามารถถอยกลับไปยังจุดที่ผ่านมาแล้วได้เองเพื่อหลบทาง มีระบบช่วยลากจูง ระบบช่วยนำรถเข้าช่องจอดและจอดขนานที่ช่วยเลี่ยงไม่ให้ขอบล้อเสียหาย สั่งจอดระยะไกลผ่านแอปฯ ได้ และสอนให้รถจดจำรูปแบบการจอดที่ต้องการได้ ส่วนประตูไฟฟ้าทั้ง 4 บาน ผู้โดยสารสั่งปิดได้เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยหรือกดผ่านหน้าจอสัมผัส ส่วนผู้ขับปิดประตูฝั่งตัวเองได้เพียงแค่เหยียบเบรก
ฝั่งผู้ขับได้จอแสดงผลบนกระจกหน้าแบบ Augmented Reality ที่ฉายคำแนะนำเส้นทางและสัญลักษณ์ ADAS ให้ตรงกับทางเลี้ยวหรือจุดอันตรายบนถนนจริง ช่วยลดเวลาที่ต้องละสายตาจากถนน ระบบจดจำใบหน้าจะระบุตัวผู้ขับแล้วดึงค่าที่บันทึกไว้มาใช้ทันที ทั้งตำแหน่งเบาะ พวงมาลัย และการตั้งค่า ADAS และยังตั้งค่าให้สมาร์ตโฟนทำหน้าที่เป็นกุญแจรถ (Mobile Device Key) ได้ด้วย ส่วนเสียงแจ้งเตือนในรถก็ไม่ได้สังเคราะห์ล้วน เสียงไฟเลี้ยวบันทึกจากจังหวะค้อนกระทบหนังแท้ในเวิร์กช็อปหุ้มเบาะของเบนท์ลีย์ และเสียงแจ้งเตือนของหน้าจอสัมผัสและผู้ช่วยดิจิทัลถอดแบบมาจากเสียงแก้วคริสตัล
Bentley Torcal รุ่นมาตรฐาน กับ Torcal S ต่างกันอย่างไร
Bentley Torcal เปิดตัว 2 รุ่นย่อย คือรุ่นมาตรฐาน และรุ่น S ที่เน้นสมรรถนะและหน้าตาสปอร์ตกว่า นอกจากกำลังและอัตราเร่งที่ต่างกัน รุ่นมาตรฐานจะใช้ล้อ 21 นิ้ว ชิ้นส่วนตกแต่งสีเงินซาติน การตกแต่งภายในแบบทูโทน และแผงไม้ Open Pore Crown Cut Walnut ส่วนรุ่น S ได้ล้อ 22 นิ้วแบบก้านคู่ 10 ก้านเป็นมาตรฐาน และเพิ่มรายละเอียดเหล่านี้
-
ชุดแต่งภายนอกและครอบกระจกมองข้างสีดำ
-
ไฟท้ายรมดำ
-
ดิฟฟิวเซอร์หลัง สเกิร์ตข้างสไตล์สปอร์ต และชุดแต่งกันชนหน้า
-
คาลิปเปอร์เบรกสีแดง
-
ตรา S ที่บังโคลนหน้า พร้อมโลโก้เบนท์ลีย์สีดำ
-
ลวดลายการแบ่งสี การควิลต์ และการเดินด้ายที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่น S
-
แป้นเหยียบสไตล์สปอร์ต
-
วีเนียร์ Piano Black
-
กาบบันไดเรืองแสง และไฟบรรยากาศภายในแบบ Dynamic Waterfall
Bentley Torcal ราคาจำหน่าย
Bentley Torcal เปิดราคาเริ่มต้นที่ 13.89 ล้านบาท ส่วนรุ่น Torcal S ต้องรอการประกาศอีกครั้ง โดยราคาดังกล่าวคิดตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และอาจเปลี่ยนแปลงหากภาครัฐประกาศปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ใครที่สนใจควรเช็กราคาและเงื่อนไขล่าสุดกับตัวแทนจำหน่ายอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
เปรียบเทียบ Bentley Torcal กับรถยี่ห้ออื่น ๆ
ในตลาด SUV ไฟฟ้าหรูระดับบนของไทย คู่เทียบที่น่าสนใจของ Bentley Torcal คือ Porsche Cayenne Turbo Electric SUV ไฟฟ้าสมรรถนะสูง และ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ที่เน้นความหรูหราในระดับราคาใกล้กัน
เมื่อเทียบกับ Porsche Cayenne Turbo Electric ตัวรถคันนั้นได้เปรียบเรื่องตัวเลขเกือบทุกด้าน ทั้งแรงกว่า เร็วกว่า ระยะทางที่เคลมไว้สูงกว่าเล็กน้อย และถูกกว่าราว 4.14 ล้านบาท ส่วน Torcal ชดเชยด้วยงานวัสดุทำมือแบบเบนท์ลีย์ ผ้าขนแกะเมอริโน เสียงขับเคลื่อนที่สร้างจากเครื่องดนตรีจริง และความเป็นแบรนด์หรูที่หาได้ยากกว่า ขณะที่กำลังชาร์จสูงสุดเท่ากันที่ 400 kW
ส่วน Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ได้เปรียบเรื่องตัวถังที่ยาวกว่าราว 12 ซม. และออกแบบมาเน้นผู้โดยสารตอนหลัง แต่ Torcal แรงกว่า 163 แรงม้า ออกตัวเร็วกว่า 1 วินาที และรับกำลังชาร์จได้สูงกว่าถึง 2 เท่า สำหรับใครที่มองหา SUV ไฟฟ้าที่ขับเองได้สนุก แต่ยังต้องการงานฝีมือและความหรูหราแบบเบนท์ลีย์ Torcal คือตัวเลือกใหม่ที่น่าจับตา ส่วนใครที่เน้นสมรรถนะต่อบาทอาจมอง Cayenne Turbo Electric และคนที่นั่งหลังเป็นหลักอาจเหมาะกับ Maybach มากกว่า ทั้งนี้ราคาและสเปกอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของผู้จำหน่าย ควรเช็กข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจ
บทความที่เกี่ยวข้องกับรถใหม่ 2026
-
3 รถ SUV ไฟฟ้าญี่ปุ่น ราคา 1 ล้านกว่าบาท ปี 2026 เทียบสเปกและราคา ซื้อรุ่นไหนดี ?
-
Mazda CX-6e รถ SUV ไฟฟ้า ดีไซน์ KODO วิ่งไกล 555 กม. เริ่ม 1.259 ล้านบาท
-
Honda e:N2 2026 รถ SUV ไฟฟ้า เปิดจองในไทย ราคา 1,429,000 บาท
-
15 รถยนต์ไฟฟ้า 2026 ราคาไม่เกิน 7 แสน / 1 ล้าน / 1.5 ล้าน มีงบเท่านี้ซื้อรุ่นไหนดี ?
-
Toyota Veloz HEV 2026 รถ MINI MPV 7 ที่นั่ง ขุมพลังไฮบริด 1.5 ลิตร ประหยัด 28.9 กม./ลิตร
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : aasautoservice.com






