รวม 6 เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อรถ EV คันแรก ชาร์จที่ไหน ค่าไฟเท่าไร พร้อมเช็กลิสต์ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องรู้ อย่าดูแค่ราคาป้าย
ปัจจุบันรถ EV ราคาถูกลงและโปรแรงขึ้นทุกเดือน แต่ราคาป้ายบอกแค่เงินที่จ่ายวันออกรถ ค่าใช้จ่ายตลอดการใช้งานอาจเปลี่ยนความคุ้มค่าไปคนละเรื่อง วันนี้เราจึงสรุปเรื่องที่มือใหม่ต้องเช็กให้ครบก่อนตัดสินใจซื้อรถ EV คันแรกมาให้ได้อ่านและพิจารณากัน
1. ชาร์จที่ไหน ? เช็กบ้านหรือคอนโดก่อนถอยรถ
รถ EV คุ้มที่สุดเมื่อชาร์จที่บ้านได้เป็นหลัก ส่วนสถานีสาธารณะเหมาะกับการเดินทางไกล
-
มิเตอร์ไฟฟ้า ถ้าหน้ามิเตอร์เขียน 15(45) ต้องขอเพิ่มเป็น 30(100) แอมป์ก่อนติดเครื่องชาร์จ
-
เครื่องชาร์จ Wallbox 7.4 kW ชาร์จแบต 50 kWh เต็มในราว 7 ชั่วโมง ชุดพร้อมติดตั้งเริ่มราว 33,900 บาท หลายค่ายแถมให้ ควรถามว่าแถมระยะเดินสายกี่เมตร
-
มิเตอร์ TOU ค่าไฟกลางคืนและวันหยุดถูกลงมาก กฟภ. คิดค่าติดตั้งแบบ 1 เฟส 3,531 บาทรวม VAT (สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1130)
-
อยู่คอนโด ต้องขออนุญาตนิติบุคคลก่อน และขอ TOU ได้เฉพาะมิเตอร์ของการไฟฟ้าโดยตรง
-
สถานีสาธารณะ ชาร์จเร็ว DC จาก 20% ถึง 80% ในราว 20-40 นาที ควรโหลดแอปฯ ไว้ 2-3 เครือข่าย เช่น PEA VOLTA, EA Anywhere, EleXA และ EV Station PluZ
ทั้งนี้ ไม่ควรเสียบสายชาร์จกับปลั๊กพ่วงหรือเต้ารับที่ไม่มีสายดิน และควรให้ช่างที่ได้มาตรฐานตรวจระบบไฟก่อนเสมอ
2. ค่าไฟชาร์จรถ EV เดือนละเท่าไร
โดยคร่าว ๆ รถ EV มีค่าพลังงานต่อกิโลเมตรถูกกว่ารถน้ำมันราว 2-5 เท่า ขึ้นอยู่กับว่าชาร์จที่บ้านหรือที่สถานีสาธารณะ
สูตรคิดง่าย ๆ ค่าไฟต่อเดือน ≈ ระยะทางที่ขับต่อเดือน × 0.16 หน่วยต่อ กม. × ค่าไฟต่อหน่วย (รถ EV ทั่วไปกินไฟราว 15-18 หน่วยต่อ 100 กม. รวมไฟที่สูญเสียขณะชาร์จ)
|
ชาร์จที่ไหน |
ค่าไฟต่อหน่วย |
ต้นทุนต่อ กม. |
ต่อเดือน (ขับ 1,500 กม.) |
|
บ้าน มิเตอร์ TOU ช่วงกลางคืน |
ราว 3 บาท |
ราว 0.5 บาท |
ราว 700-800 บาท |
|
บ้าน มิเตอร์ปกติ |
ราว 4-5 บาท |
ราว 0.6-0.8 บาท |
ราว 1,000-1,200 บาท |
|
สถานีชาร์จเร็ว DC |
ราว 6-8 บาท |
ราว 1-1.3 บาท |
ราว 1,400-1,900 บาท |
|
เทียบรถน้ำมัน (15 กม./ลิตร) |
ราว 35-45 บาท/ลิตร |
ราว 2.3-3 บาท |
ราว 3,500-4,500 บาท |
ทั้งนี้ เนื่องจากค่าไฟและค่า Ft ปรับได้ทุกงวด ก่อนตัดสินใจควรเช็กอัตราล่าสุดจากการไฟฟ้าและแอปฯ สถานีชาร์จ แล้วแทนค่าในสูตรด้านบน
-
บ้านที่ใช้ค่าไฟอัตราก้าวหน้า หน่วยที่เพิ่มจากการชาร์จรถมักถูกคิดในขั้นที่แพงที่สุดของบิล
-
มิเตอร์ TOU ช่วงกลางคืนและวันหยุดถูกกว่าไฟปกติราว 30-40% คนที่ชาร์จกลางคืนเป็นประจำมักคืนทุนค่าเปลี่ยนมิเตอร์ได้ภายในราว 1 ปี แต่ TOU คิดค่าไฟทั้งบ้าน ช่วงกลางวันวันธรรมดาจะแพงขึ้น ถ้าบ้านใช้ไฟหนักช่วงนั้นอาจไม่คุ้ม
-
สถานีชาร์จสาธารณะ แต่ละเครือข่ายตั้งราคาต่างกัน และบางแห่งคิดราคาตามช่วงเวลา ควรเช็กในแอปฯ ก่อนชาร์จทุกครั้ง
3. ประกันรถ EV แพงกว่า และมีเงื่อนไขเฉพาะ
เบี้ยประกันรถ EV มักแพงกว่ารถน้ำมันราคาใกล้กัน เพราะแบตเตอรี่แรงดันสูงใต้ท้องรถเสี่ยงทั้งการกระแทก น้ำท่วม และความร้อน โดยรถ EV ใช้กรมธรรม์มาตรฐานเฉพาะของ คปภ. ซึ่งมีจุดที่ต้องรู้ดังนี้
-
ต้องระบุชื่อคนขับ 1-5 คน ถ้าคนนอกกรมธรรม์ขับแล้วเกิดเหตุอาจต้องร่วมจ่าย เบี้ยคิดจากประวัติคนขับที่แย่ที่สุด และมีส่วนลดตามพฤติกรรมตั้งแต่ 10-40%
-
แบตเตอรี่มีค่าเสื่อม ปีแรกชดใช้ 100% ลดลงปีละ 10% เหลือต่ำสุด 50% เมื่อรถอายุเกิน 5 ปี ถ้าเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ต้องแจ้งภายใน 30 วันเพื่อปรับทุนประกัน
-
ไม่คุ้มครองทุกกรณี เช่น แบตเตอรี่เสื่อมตามอายุ ชาร์จผิดวิธี หรือซอฟต์แวร์ผิดพลาด ส่วนเครื่องชาร์จที่บ้านซื้อความคุ้มครองเพิ่มได้
ทั้งนี้ แนะนำว่าควรขอใบเสนอราคาไว้ล่วงหน้า และเช็กอู่ที่รับซ่อมรถแบรนด์นั้นใกล้บ้าน
4. อ่านเงื่อนไขรับประกันแบตเตอรี่ให้ละเอียด
แบตเตอรี่ EV รุ่นใหม่ใช้ได้ราว 8-15 ปี และผู้ผลิตส่วนใหญ่รับประกันราว 8 ปีหรือ 160,000 กม. ค่าเปลี่ยนทั้งชุดมีตั้งแต่หลักแสนถึงหลายแสนบาท แต่หลายค่ายเริ่มซ่อมเฉพาะโมดูลที่เสียได้แล้ว
-
ก่อนซื้อ ถาม 3 ข้อ รับประกันความจุขั้นต่ำเท่าไร ต้องเข้าเช็กระยะที่ศูนย์ตามกำหนดหรือไม่ และโอนสิทธิให้เจ้าของคนถัดไปได้หรือไม่
-
ถนอมแบตเตอรี่ ใช้งานประจำวันชาร์จไว้ 80-90% จอดนานหลายวันแบตเตอรี่จะเหลือ 40-60% เลี่ยงการปล่อยแบตเตอรี่ต่ำมาก และจอดในที่ร่มเมื่อทำได้
-
เมื่อซื้อมือสอง ให้ขอใบรายงานสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH) และประวัติเข้าศูนย์ทุกครั้ง
5. ราคาขายต่อ ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่มักลืมนับ
รถ EV บางรุ่นมูลค่าลดลง 40-50% ภายใน 2-3 ปี ขณะที่รถน้ำมันลดราว 20-30% เช่น รถ EV ราคา 1.2 ล้านบาท ขายต่อปีที่ 3 อาจเหลือ 6-7 แสนบาท โดยสาเหตุหลักคือสงครามราคารถใหม่ เทคโนโลยีที่ไปเร็ว และความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ของผู้ซื้อมือสอง
รุ่นที่ขายต่อได้ราคามักมีศูนย์บริการครอบคลุม วิ่งได้เกิน 350 กม. ต่อการชาร์จ รองรับชาร์จเร็ว DC เกิน 50 kW และยังเหลือประกันแบตเตอรี่ที่โอนต่อได้ ถ้ากังวลเรื่องค่าเสื่อม รถ EV มือสองสภาพดีก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเจ้าของคนแรกรับค่าเสื่อมก้อนใหญ่ไปแล้ว
6. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องเผื่อ
-
ภาษีประจำปี คิดตามน้ำหนักรถ รถเก๋งไฟฟ้าราว 1,600 บาท สิทธิลด 80% ปีแรกขึ้นกับช่วงจดทะเบียน และขนส่งฯ กำลังเสนอขยายมาตรการ ควรเช็กสถานะล่าสุดวันจดทะเบียน
-
พ.ร.บ. รถเก๋งไม่เกิน 7 ที่นั่งราว 645 บาทต่อปี
-
เช็กระยะ ถูกกว่ารถน้ำมันเพราะไม่มีน้ำมันเครื่อง แต่ต้องเข้าศูนย์ตามกำหนดเพื่อรักษาประกันแบต
-
ยางและช่วงล่าง มักสึกเร็วกว่า เพราะรถ EV หนักกว่ารถน้ำมันขนาดเดียวกัน
-
จิปาถะ ค่าปรับปรุงระบบไฟในบ้าน ค่าชาร์จที่คอนโดหรือที่ทำงาน แบต 12 โวลต์ และค่าบริการแอปฯ ในรถหลังหมดช่วงใช้ฟรี
7. สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด พร้อมเช็กลิสต์ก่อนซื้อ
|
รายการ |
จ่ายเมื่อไร |
ประมาณการ |
|
ราคารถ เงินดาวน์ ค่าจดทะเบียน |
วันออกรถ |
ตามราคาป้ายและโปรโมชัน |
|
เครื่องชาร์จและมิเตอร์ TOU |
ก่อนรับรถ |
ราว 33,900 และ 3,531 บาท หากไม่ได้แถม |
|
ค่าไฟชาร์จรถ |
ทุกเดือน |
700-1,900 บาท ที่ 1,500 กม./เดือน |
|
ประกันภัยชั้น 1 |
ทุกปี |
มักสูงกว่ารถน้ำมันราคาใกล้กัน |
|
ภาษีประจำปีและ พ.ร.บ. |
ทุกปี |
ราว 1,600 และ 645 บาท (รถเก๋ง) |
|
เช็กระยะ ยาง ช่วงล่าง |
ตามระยะ |
เช็กระยะถูกกว่า แต่ยางสึกเร็วกว่า |
|
ค่าเสื่อมราคา |
ตอนขายต่อ |
บางรุ่นหายไป 40-50% ใน 2-3 ปี |
-
มีที่ชาร์จหลักแล้ว และเช็กมิเตอร์หรือได้รับอนุญาตจากนิติบุคคลแล้ว
-
ระยะวิ่งจริงพอกับการใช้งาน โดยเผื่อจากตัวเลขโฆษณาราว 15-20%
-
รู้ชัดว่าของแถม เช่น เครื่องชาร์จ ค่าติดตั้ง ประกันปีแรก ครอบคลุมอะไร
-
ได้ใบเสนอราคาประกันปีที่ 2 จาก 2-3 บริษัท
-
อ่านเงื่อนไขประกันแบตครบ และมีศูนย์บริการใกล้บ้าน
-
ดูราคามือสองรุ่นเดียวกัน และลองชาร์จที่สถานีจริงอย่างน้อย 1 ครั้ง
สรุปแล้ว รถ EV คุ้มที่สุดสำหรับคนที่ชาร์จที่บ้านได้ ขับทุกวัน และใช้รถยาวหลายปี แต่ถ้าต้องพึ่งสถานีสาธารณะเป็นหลัก หรือจะเปลี่ยนรถภายใน 2-3 ปี ค่าเสื่อมอาจกินเงินที่ประหยัดค่าน้ำมันไปหมด เพราะฉะนั้นแนะนำให้ลองใส่ตัวเลขจากตารางตามการใช้งานจริง แล้วเทียบกับรถน้ำมันหรือไฮบริดที่สนใจก่อนตัดสินใจ






