สรุปครบเรื่องภาษีรถ EV นำเข้าที่ ครม. ไฟเขียวขึ้นเป็น 35% มีผล 1 มกราคม 2570 รถกลุ่มไหนโดนบ้าง ราคาอาจขยับแค่ไหน และคนที่กำลังจะออกรถยนต์ไฟฟ้าควรเตรียมตัวยังไง

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังโตแรงไม่หยุด แค่ 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจดทะเบียนรถ EV ทุกประเภทก็ทะลุกว่า 2 แสนคัน เพิ่มขึ้นราว 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อีกด้านหนึ่ง รถไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งคันก็ไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ผลิตที่ลงทุนตั้งโรงงานในไทย
ล่าสุดที่ประชุม ครม. สัญจร จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 มีมติเห็นชอบปรับขึ้น ภาษีรถ EV นำเข้า ทั้งแบบ BEV และ REEV เป็น 35% โดยมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป หลายคนจึงสงสัยว่ารถรุ่นไหนจะโดนบ้าง ราคาจะขยับขึ้นแค่ไหน และควรรีบออกรถก่อนสิ้นปีหรือเปล่า วันนี้เราจึงสรุปทุกประเด็นที่ควรรู้มาฝากกัน
สรุปมติ ครม. ภาษีรถ EV นำเข้า ขึ้นเท่าไหร่ มีผลเมื่อไหร่ ?
มติครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน (CBU) และไม่ได้อยู่ในมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ โดยใช้อัตราเดียวกันไม่ว่ารถจะนำเข้ามาจากประเทศไหน
สำหรับรถ BEV นำเข้าทั้งคัน ภาษีจะขยับจาก 10% เป็น 35% หรือเพิ่มขึ้น 25 จุด ส่วนรถ REEV นำเข้าทั้งคันจะขยับจาก 15% เป็น 35% หรือเพิ่มขึ้น 20 จุด โดยอัตราเดิมใช้ถึง 31 ธันวาคม 2569 และอัตราใหม่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 ขณะที่รถ BEV ที่เข้าหลักเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต เช่น ค่ายที่ร่วมมาตรการส่งเสริม ยังเสียภาษี 2% เท่าเดิม เพราะไม่อยู่ในมติรอบนี้
1. BEV กับ REEV ต่างกันยังไง
BEV คือรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียวและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นรถ EV ส่วนใหญ่ที่ขายในบ้านเรา ส่วน REEV หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง จะมีเครื่องยนต์ติดมาด้วยแต่ทำหน้าที่ปั่นไฟเท่านั้น ล้อยังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน และเสียบชาร์จไฟได้เหมือนรถ EV ทั่วไป
2. เก็บจากผู้นำเข้า ไม่ใช่ภาษีรถประจำปี
ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าก่อนรถจะถูกนำออกขาย ใครที่มีรถ EV นำเข้าอยู่แล้วจึงไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนนี้เพิ่ม และไม่เกี่ยวกับภาษีรถยนต์ประจำปีที่ต่อกับกรมการขนส่งทางบก แต่ภาระที่เพิ่มขึ้นของผู้นำเข้ามีโอกาสถูกส่งต่อมาที่ราคาขายรถใหม่
3. ค่ายที่มาลงทุนในไทยอาจได้อัตราพิเศษ
นอกจากขึ้นภาษีแล้ว ครม. ยังมอบหมายให้กรมสรรพสามิตไปเจรจาอัตราภาษีพิเศษกับนักลงทุนที่จะเข้ามาตั้งหรือขยายฐานผลิตในไทย ขณะที่หลักการที่บอร์ดอีวีเห็นชอบเมื่อ 10 กันยายน 2569 ระบุว่า ค่ายที่มีโรงงานประกอบในไทยแล้วจะนำเข้าบางรุ่นมาทดลองตลาดได้ โดยจำนวนที่นำเข้าได้จะผูกกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ค่ายนั้นสร้างในไทยปีก่อนหน้า

ทำไมรัฐบาลถึงขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ?
เหตุผลหลักคือปริมาณรถ EV นำเข้าที่พุ่งขึ้นเร็วมาก ซึ่งรัฐบาลมองว่ารถนำเข้าที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการส่งเสริมทำให้ผู้ผลิตในประเทศเสียเปรียบ ทั้งที่ค่ายเหล่านั้นลงทุนโรงงาน ใช้ชิ้นส่วนในไทย และจ้างงานคนไทยจำนวนมาก การปรับภาษีครั้งนี้เดินตามมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) โดยวางหลักการไว้ 3 ข้อ
-
นำเข้าเพื่อดึงการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถควรเป็นทางผ่านไปสู่การตั้งฐานผลิตในไทย ไม่ใช่การนำเข้ามาขายอย่างเดียว
-
ศูนย์กลาง EV ของภูมิภาคและโลก (Regional and Global EV Hub) ผลักดันให้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
-
ใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) ยกระดับห่วงโซ่อุปทานและทักษะแรงงานไทยไปพร้อมกัน
ส่วนการกำหนดให้มีผล 1 มกราคม 2570 นั้น รัฐบาลระบุว่าเพื่อให้ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายมีเวลาปรับตัวก่อนอัตราใหม่จะเริ่มใช้จริง
รถ EV กลุ่มไหนได้รับผลกระทบบ้าง ?
ผลกระทบต้องดูเป็นรายรุ่นมากกว่าดูแค่ชื่อแบรนด์ เพราะบางค่ายมีทั้งรุ่นที่ประกอบในไทยและรุ่นที่นำเข้าทั้งคัน ซึ่งเสียภาษีไม่เท่ากัน
กลุ่มที่น่าจะโดนผลกระทบเต็ม ๆ คือแบรนด์ที่นำเข้ารถไฟฟ้าทั้งคันและยังไม่มีแผนตั้งโรงงานในไทย ซึ่งรวมถึงแบรนด์พรีเมียมจากยุโรปและสหรัฐฯ หลายราย กลุ่มนี้มีโอกาสปรับราคาขึ้นมากที่สุด แต่ยังต้องรอดูว่าแต่ละค่ายจะประกาศราคาใหม่อย่างไร
กลุ่มถัดมาคือค่ายรถจีนที่ยังนำเข้าอยู่ แต่บางรายประกาศแผนตั้งโรงงานในไทยแล้วหรือกำลังศึกษาแผน โดยผู้บริหารค่ายรถจีนรายหนึ่งมองว่าราคาขายน่าจะไม่ขึ้นตามสัดส่วนภาษีที่เพิ่ม 25 จุด บางรุ่นอาจขยับราวหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
ส่วนค่ายที่มีโรงงานผลิตในไทยอยู่แล้วและเข้าเงื่อนไขมาตรการส่งเสริม ยังเสียภาษีในอัตราเดิม จึงมีโอกาสได้เปรียบด้านราคามากขึ้น อย่างไรก็ตาม รุ่นที่ค่ายเหล่านี้ยังนำเข้าทั้งคันก็อาจต้องเสียอัตราใหม่ด้วย เว้นแต่จะได้สิทธิหรือโควตาพิเศษ
ราคารถ EV นำเข้าจะแพงขึ้นแค่ไหน ?
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ ภาษีที่เพิ่มขึ้น 25 จุด ไม่ได้แปลว่าราคาขายจะแพงขึ้น 25% เสมอไป เพราะราคาจริงขึ้นกับฐานคำนวณภาษี ภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้นทุนของแต่ละค่าย และส่วนที่ค่ายเลือกแบกรับเอง เราจึงจำลองให้ดูแบบง่าย ๆ ว่าถ้าราคาขายขยับขึ้น 10%, 20% หรือ 30% รถในแต่ละระดับราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่
|
ราคาขายปัจจุบัน |
ถ้าขึ้น 10% |
ถ้าขึ้น 20% |
ถ้าขึ้น 30% |
|---|---|---|---|
|
700,000 บาท |
770,000 บาท |
840,000 บาท |
910,000 บาท |
|
1,000,000 บาท |
1,100,000 บาท |
1,200,000 บาท |
1,300,000 บาท |
|
1,500,000 บาท |
1,650,000 บาท |
1,800,000 บาท |
1,950,000 บาท |
|
2,000,000 บาท |
2,200,000 บาท |
2,400,000 บาท |
2,600,000 บาท |
|
3,000,000 บาท |
3,300,000 บาท |
3,600,000 บาท |
3,900,000 บาท |
จะเห็นว่ารถราคา 1 ล้านบาท ถ้าราคาขยับ 10-20% ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินเพิ่ม 1-2 แสนบาท ส่วนรถพรีเมียมราคาหลายล้าน แม้เปอร์เซ็นต์เท่ากันแต่ส่วนต่างเป็นตัวเงินจะสูงกว่ามาก นอกจากนี้บางค่ายอาจไม่ขึ้นราคาป้ายตรง ๆ แต่เลือกลดส่วนลด ของแถม หรือแคมเปญดอกเบี้ยแทน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในตารางเป็นการจำลองเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่ราคาใหม่ที่ค่ายรถประกาศ
ควรรีบซื้อรถ EV นำเข้าก่อนสิ้นปี 2569 ไหม ?
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าช่วงก่อน 1 มกราคม 2570 จะมีคนเร่งซื้อรถ EV นำเข้าเพื่อล็อกราคาเดิม โดยเฉพาะช่วงงาน Motor Expo 2026 ปลายปี แต่ก่อนตัดสินใจ แนะนำให้เช็กเรื่องเหล่านี้ให้ครบ
-
เช็กก่อนว่ารุ่นที่ชอบนำเข้าหรือประกอบไทย ถ้าเป็นรุ่นที่ผลิตในไทยและเข้าเงื่อนไขมาตรการส่งเสริม ราคาอาจไม่เปลี่ยนจากภาษีรอบนี้ จึงไม่จำเป็นต้องรีบ
-
ถามเงื่อนไขราคาให้ชัดถ้าจองตอนนี้แต่รับรถปีหน้า มติที่ออกมายังไม่ได้ระบุชัดว่ารถที่จองไว้แล้วแต่ส่งมอบหลัง 1 ม.ค. 2570 จะได้รับผลกระทบหรือไม่ ควรขอให้ผู้จำหน่ายยืนยันราคาเป็นลายลักษณ์อักษร
-
ดูรถในสต็อกที่นำเข้ามาแล้ว รถที่ผ่านพิธีการนำเข้าก่อนอัตราใหม่มีผลอาจยังขายในราคาเดิมได้ แต่ขึ้นกับนโยบายของแต่ละค่าย
-
อย่ารีบจนข้ามความพร้อมของตัวเอง ที่ชาร์จที่บ้าน ศูนย์บริการใกล้บ้าน และภาระผ่อนต่อเดือน ยังสำคัญกว่าส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว
-
ติดตามประกาศจากกรมสรรพสามิต รายละเอียดอย่างอัตราพิเศษสำหรับผู้ลงทุนและโควตานำเข้ายังอยู่ระหว่างดำเนินการ อาจทำให้ราคาบางรุ่นต่างจากที่คาดไว้
สรุปแล้ว การขึ้นภาษีรถ EV นำเข้าเป็น 35% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 คือสัญญาณชัดว่ารัฐบาลอยากให้ค่ายรถเข้ามาผลิตในไทยมากกว่านำเข้ามาขายอย่างเดียว ผลที่ผู้ซื้อจะรู้สึกได้ก่อนคือราคารถ EV นำเข้าทั้งคันที่มีโอกาสขยับขึ้น ขณะที่รถประกอบในไทยอาจได้เปรียบด้านราคามากขึ้น ใครที่กำลังเล็งรถไฟฟ้าสักคัน ควรเช็กให้ชัดว่ารุ่นที่สนใจนำเข้าหรือผลิตในไทย และถามเงื่อนไขราคากับผู้จำหน่ายให้ละเอียดก่อนจอง
ทั้งนี้ อัตราภาษี ราคา และเงื่อนไขในบทความอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสรรพสามิตและผู้จำหน่ายอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
บทความรถยนต์เรื่องอื่น ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : excise.go.th, boi.go.th, paultan.org, just-auto.com, econotimes.com


